
พลังจิตอาสา หลอมรวมใจเป็นหนึ่ง
มณฑลพิธีท้องสนามหลวง คือจุดหลอมรวมใจคนไทยในเวลานี้
โดย/ภาพ กองบรรณาธิการ
มณฑลพิธีท้องสนามหลวง คือจุดหลอมรวมใจคนไทยในเวลานี้ จิตอาสาทุ่มเททำงานบริการประชาชนเข้มแข็ง มีทุกเพศทุกวัย แม้ผู้พิการ ที่ขออุทิศทำงานถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งสุดท้าย
บุญลือ แสงดาว วัย 46 ปี ศิลปินอิสระบนวีลแชร์ สมัครเข้าร่วมเป็น จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ออกปฏิบัติหน้าที่บริการประชาชน บริเวณก่อนถึงจุดคัดกรองพระแม่ธรณีบีบมวยผม ด้วยการนำ ถังขยะวางไว้บนวีลแชร์และรับขยะจากประชาชนที่เดินผ่านไปมา
วันแรกที่ทราบข่าวการสวรรคต บุญลือ แทบไม่อยากเชื่อ ต่อเมื่อยอมรับความจริงได้แล้ว จึงออกมาเป็น จิตอาสา
"กลุ่มจิตอาสาผู้พิการในเขตหลักสี่ มีประมาณ 7-8 คน แต่ละคนถูกกระจายไปตามจุดต่างๆ ในงานพระราชพิธี เช่น จุดวางดอกไม้จันทน์ พระเมรุมาศจำลอง และรอบนอก ก่อนหน้านี้ผมทำงานจิตอาสาอยู่แล้ว คือในช่วงที่ประชาชนมาสักการะพระบรมศพ ผมได้มาแจกยาดมกับหนังสือธรรมะ"
งานหลักของบุญลือเป็นศิลปินเขียนภาพ ซึ่งเขากำลังวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ โดยวาดเสร็จไปแล้วกว่า 10 รูป
"ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบในเรื่องของความเพียร งานศิลปะเป็นงานที่ต้องใช้ความเพียรอยู่แล้ว และ ยิ่งผมเป็นศิลปินผู้พิการก็ยิ่งต้องมีความเพียรเป็นที่ตั้ง ต้องสู้อย่างสูงกว่าจะสำเร็จ ผมตั้งใจเล่าเรื่องในหลวงผ่านภาพที่ผมวาด ซึ่งผมจะนำผลงานไปจัดแสดงโชว์ที่มหกรรมอารยสถาปัตย์ฯ วันที่ 1-4 ธ.ค.นี้" บุญลือทิ้งท้าย
ด้าน อริย์ธัช เด่นอุดม วัย 39 ปี เผยว่าเขาและภรรยาเป็นจิตอาสา ที่ โรงทานของมูลนิธิพระอาจารย์มั่นที่ สนามหลวงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยตอนแรกโรงทานตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ สถาน แห่งชาติ ก่อนจะย้ายมาอยู่ตรงสวนรมณีนาถ
"เราทำโรงทานแจกอาหาร 3 มื้อ จิตอาสาในโรงทานมีทั้งคนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บางคนเป็นเจ้าสัว บางคนมาจากต่างประเทศก็มี ผมเองเป็นฟรีแลนซ์ ก็จะพยายามจัดสรร เวลาเพื่อมาช่วยหาที่โรงทาน เวลามาจะอยู่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พร้อมภรรยาและลูกชายวัย 8 ขวบ ที่ผมอยากให้เขาได้มาเห็นกับตา ว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวงรัชกาลที่ 9
เพื่อรองรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โรงทานวางแผนว่าในวันที่ 26 ต.ค. จะผลิตอาหารให้ได้ 3 หมื่นชุด ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่เคยทำมา และเมนูจากร้านอาหารร่วมบริจาคอีก 200-300 ชุด อุปสรรคสำคัญตอนนี้ คือสภาพอากาศ และกำลังคน เนื่องจากประชาชนปักหลักอยู่ด้านใน จะไม่ได้เดินมาเข้าแถวรับอาหาร เราต้องใส่ห่อแพ็กไปแจกจ่าย เพื่อให้ได้ อิ่มท้องอย่างทั่วถึง"
อริย์ธัชทิ้งท้ายถึงความภูมิใจในการทำจิตอาสาครั้งนี้ว่า เป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล เป็นการสานต่อสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำมาตลอด
ขณะที่ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลเคลื่อนที่แพทย์อาสา แพทยสภา กล่าวว่า เป็นหน่วยแพทย์หน่วยเดียวที่เป็นแพทย์อาสาทั้งเต็นท์ ซึ่งมีทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่อาสามาจากทุกที่ "เต็นท์ของเราออกแบบอย่างทันสมัย มีเตียงพร้อมรองรับผู้ป่วยได้ถึง 20 เตียง และอีก 20 เตียงสำรองไว้เพื่อขยายให้ เต็มพื้นที่ ด้านหน้าและด้านข้างเต็นท์ มีหลังคาที่สามารถรองรับคนได้ถึง 100 คน
นอกจากนี้ ยังมีเตียงปั๊มหัวใจ ขั้นสูงมูลค่าหลายสิบล้านบาท เรียกว่าเหมือนยกไอซียูมาอยู่ตรงนี้เลยก็ว่า ได้ สามารถรองรับคนไข้ที่ป่วยหนัก มีรถพยาบาลสำหรับรับ-ส่ง 4 คันในกรณีฉุกเฉิน
ภายในเต็นท์แบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนฉุกเฉิน โซนนอน และโซนตรวจ เน้นคนไข้ที่ต้องมานอนเป็นหลัก โดยเราเลือกแพทย์อาสาที่มีคุณสมบัติในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งช่วยเหลือคนหากเกิดการเป็นลม โรคหัวใจ คน สูงวัย แน่นหน้าอก เป็นหวัด ท้องเสีย หรืออุบัติเหตุอื่นที่เกิดขึ้น
เราได้รับมอบหมายว่า ภายใน 1 สัปดาห์ ต้องเปลี่ยนลานจอดรถเป็นเต็นท์ที่มีอุปกรณ์ต่างๆ ครบ และรับสมัครแพทย์ลงทะเบียนออนไลน์ภายใน 48 ชั่วโมง มีแพทย์จากทั่วประเทศผลัด 6 ชั่วโมง วันละ 4 ผลัด เป็นเวลา 9 วัน (ตั้งแต่วันที่ 21-29 ต.ค.) เรามีแพทย์ที่มาจากต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก คือเราเปิดโอกาสให้แพทย์อาสาจากทั่วประเทศและกรุงเทพฯ มารวมตัวกัน เพื่อช่วยดูแลประชาชนที่มา ร่วมงาน ซึ่งเสมือนเป็นแขกของพระองค์ท่าน รวมทั้งดูแลจิตอาสาทั่วสนามหลวงอีกด้วย"
สำหรับ มานะ ป้องกัน ผู้ดูแล กลุ่มจิตอาสา ในโครงการอบรมสมาชิก To Be Number One เพื่อดูแลสุขภาพ จิตประชาชนในงานพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ กล่าวว่า น้องๆ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่มอยู่แล้ว เมื่อเปิดรับสมัครจิตอาสา ก็ให้น้องๆ นักเรียนประสานกับทางโรงเรียนว่าต้องการจะมาเป็นจิตอาสา ซึ่งมีทั้งนักเรียนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้การตอบรับ เมื่อเข้ามาแล้วทุกคนจะได้รับการอบรมจากแพทย์ของชมรมสุขภาพ
"ครั้งนี้น้องๆ จิตอาสาจาก ทู บี นัมเบอร์ วัน กำหนดลงพื้นที่ตั้งแต่ วันที่ 25-29 ต.ค. ในแต่ละวันจะมีน้องๆ จิตอาสา 200-300 คน โดยน้องๆ จะสวมเสื้อจิตอาสา พร้อมนำเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้นออกตระเวนไป ทั่วสนามหลวง เมื่อเห็นประชาชนอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจ จะเข้าไปพูดคุย"
ปพน สุขะตุงคะ อายุ 18 ปี นักเรียนจากโรงเรียนศรีบุณยานนท์ จ.นนทบุรี กล่าวว่า ก่อนมาถึงวันนี้ เขาได้เข้าอบรมมาแล้วว่า หากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นต้องทำอย่างไรบ้าง
"ช่วงที่ผมอบรมก็จะมีการสอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ว่าคนเป็นลมธรรมดาต้องปฏิบัติอย่างไร หรือคนเป็นลมชักต้องปฏิบัติอย่างไร นอกจากนี้ยังสมมติเหตุการณ์ขึ้น และให้ปฏิบัติจริงด้วย ข้อสำคัญคือ เมื่อเห็นคนซึมเศร้า ห้ามเศร้าตามหรือมีอารมณ์ร่วม ต้องพยายามละลายพฤติกรรม ทำให้เขาไว้ใจเรา เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจได้ง่ายขึ้น แต่หากเจอคนที่อาการหนักควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ๆ หรือโทรแจ้งสายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1669 ได้เลยครับ"







