
อินไซด์ครม. คลอดแผนสกัดบึ้มป่วนกรุง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ 10 พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผบช.ส. พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้ารายงานมาตรการรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุระเบิดหลายจุดใน กทม. โดยนายกฯ ได้เปิดโอกาสให้ ครม.ได้ซักถามสถานการณ์และการดำเนินการของฝ่ายปฏิบัติอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 20 นาที โดยผู้ชี้แจงได้ทำการฉายพาวเวอร์พอยต์ เรื่อง
“กลไกการขับเคลื่อนการปฏิบัติ” ในแผนสกัดการลอบวางระเบิดพล.ต.อ.วิเชียร ได้รายงานในภาพรวมทั้งหมด ระบุว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือของฝ่ายการเมืองที่ไม่ต้องการให้เกิดการปรองดอง พร้อมทั้งรายงานว่าได้กำหนด 9 มาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ต่างๆ ใน กทม. ดังนี้ 1.พัฒนางานด้านการข่าว 2.ให้ สตช.แต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนคดีระเบิด 3.ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นแกนกลางในการประสานงาน 4.กดดันแนวร่วมผู้ที่มีข้อมูลด้านการข่าวว่าเกี่ยวข้อง หนุนหลังผู้มีอิทธิพล 5.ประสานงานขอความร่วมมือภาคประชาชน อาสาสมัคร รปภ.ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ 6.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบและรายงานรัฐบาล 7.การปฏิบัติตามแผนก้าวสกัดจับและซักซ้อมแผน 8.จุดตรวจ (ว.43) เพิ่มความเข้มในการปฏิบัติ และ 9.สำรวจความต้องการ CCTV เพิ่มเติม
จากนั้น พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ ได้รายงานว่า ได้แบ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็น 3 แนวทาง คือ 1.มาตรการเชิงรุกตั้งแต่งานสายสืบ ข่าวลับ วางสาย ล่อซื้อ เกาะติด กดดัน ไล่ล่า อาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยง 2.มาตรการเชิงรับ วางระบบ รปภ. ควบคุมจุดเสี่ยง จุดล่อแหลม ปรับสภาพแวดล้อมของจุด อบรม ฝึก ซักซ้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และ 3.มาตรการรุกทางจิตวิทยา เช่น รณรงค์ทางสื่อ พบปะสร้างปฏิสัมพันธ์ภาคส่วนใช้ชุดสู้วิกฤต จัดโครงการมวลชนมีส่วนร่วม จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ สัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บที่ได้รับจากเหตุการณ์
แหล่งข่าวระบุอีกว่า ผบ.ตร.ยังกำหนดให้ 467 พื้นที่เป็นเขตล่อแหลมต่อการเกิดเหตุรุนแรง
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ รายงานต่อที่ประชุม ครม.ด้วยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด 125 เหตุการณ์ เกิดขึ้นใน กทม. 108 ครั้ง ต่างจังหวัด 17 ครั้ง พบว่ามีการก่อเหตุกันมากในช่วงก่อนและระหว่างการชุมนุมประมาณ 72 ครั้ง ส่วนหลังการชุมนุมเกิดเหตุรุนแรง 36 ครั้ง สำหรับรูปแบบของอาวุธนั้นแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.M 67 และ M 79 2.ระเบิดแสวงเครื่อง 3.ประกอบระเบิดโดยใช้ดินดำใส่ในท่อ PVC และ 4.ใช้การต่อวงจรแบบอื่นๆ ซึ่งตรงกันหลายที่ เช่น ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ และสนามม้านางเลิ้ง
ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ได้รายงานข้อมูลการสำรวจกล้อง CCTV ตามสถานที่ต่างๆ ในเขต บช.น. พบว่าใน กทม.มีกล้องวงจรปิดกว่า 1 หมื่นตัว เป็นของเอกชน 8,846 จุด แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 782 จุด นิมิมาร์ต 2,533 จุด ธนาคาร 1,908 จุด ร้านทอง 1,324 จุด และร้านอินเทอร์เน็ต 2,299 จุด
ทั้งนี้ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ไม่อยากให้พึ่งพากล้องเอกชนมากนักเพราะคุณภาพไม่ดีพอ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน แต่กล้องของ กทม.ติดตั้งไว้เพียง 2,928 จุด ซึ่งก็มีคุณภาพไม่ดีเช่นเดียวกัน นายจุติจึงเสนอให้ภาคเอกชนมาช่วยติดกล้องวงจรปิดให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะใน กทม.และเชียงใหม่ เพราะถ้ารอภาครัฐคงไม่ทันการณ์ ยกตัวอย่างเมืองเสิ่นเจิ้นในประเทศจีน ทันทีที่ติดกล้องวงจรปิดอาชญากรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้น นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงกรณีที่ช่อง 11 ถูกคนร้ายลอบยิงเอ็ม 79 จากบนโทลล์เวย์โดยที่กล้องวงจรปิดไม่สามารถจับภาพได้ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงการติดตั้งกล้อง CCTV ให้ เป็นมุมเงยเพื่อให้เห็นภาพเหตุการณ์บนโทลล์เวย์ได้ ซึ่ง พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ ยืนยันว่าทางตำรวจพอมีรูปพรรณสันฐานของคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุ แต่ยอมรับว่าคนร้ายลงมืออย่างเป็นธรรมชาติมาก เช่น ขับรถด้วยความเร็วปกติ จ่ายค่าทางด่วนตามปกติ และมีการยิงระเบิดผ่านกระจกหน้าต่างรถยนต์หรือกระบะท้ายรถปิกอัพ แล้วก็ขับหลบหนีไป
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า อยากจะให้ตำรวจดำเนินมาตรการกดดันเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาให้ได้ ส่วนนายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงสารระเบิดที่ใช้ในการก่อเหตุ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ ได้ยืนยันว่าตำรวจมีหลักฐานดีเอ็นเอที่ติดมากับสารประกอบวัตถุระเบิดซึ่งพอที่จะใช้เป็นหลักฐานประกอบการสืบสวนสอบสวนไปก่อนได้
อย่างไรก็ตาม นายกฯ ฝากให้ตำรวจช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเหตุการณ์ ความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีด้วย และได้สอบถามถึงการจับกุม น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร บก.เว็บไซต์ประชาไท ที่ถูกจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วถูกส่งตัวไปยัง จ.ขอนแก่น ก่อนกลับเข้ากรุงเทพฯ นั้น ในแง่ของกฎหมายนั้นเหตุใดหมายจับไม่บังคับใช้ทั่วประเทศ การจับกุม บก.เว็บไซต์ประชาไทเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะทันทีที่มีการจับกุม ก็มีข่าวเผยแพร่ออกไปยังต่างประเทศทันที







