
จากปัญหาทางการเมืองสู่การแก้รธน.
....วุฒิสาร ตันไชย
ความพยายามหนึ่งที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปการเมือง คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงได้มีการมอบหมายให้คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขในบางมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 และภายหลังยังได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ ได้ศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ทั้งนี้ข้อสรุปเบื้องต้นของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ สามารถสรุปได้ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 เรื่องการทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ เห็นชอบให้คงประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาไว้เช่นเดิม แต่ให้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 190 โดยแบ่งประเภทหนังสือสัญญาให้ชัดเจน นอกจากนี้ให้มีการเพิ่มเติมความในมาตรา 190 วรรคหก ว่าให้มีกฎหมายลูกเพื่อกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาและกรอบการเจรจาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประเด็นที่ 2 เรื่องระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ เสนอให้มี สส. 500 คน แบ่งเป็น สส.ระบบเขต โดยใช้ระบบเสียงข้างมากเขตละคน จำนวน 375 คน ซึ่งจากเดิมประชาชนในบางเขตสามารถเลือก สส.ได้ 2 คน และบางเขตสามารถเลือกได้ 3 คน และระบบบัญชีรายชื่อโดยใช้บัญชีเดียวทั่วประเทศ จำนวน 125 คน ซึ่งเดิมรัฐธรรมนูญกำหนดให้แบ่งออกเป็น 8 เขตบัญชีรายชื่อ
ประเด็นที่ 3 เรื่องที่มาของ สว.
คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ เห็นว่าการมีอยู่วุฒิสภาของไทยภายใต้กรอบอำนาจที่กำหนด และการแบ่งประเภทที่มาของ สว.มีความเหมาะสมตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ยกเว้นกรณีของคณะกรรมการสรรหาสว.ระบบสรรหา ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ เห็นว่าควรเพิ่มเติมคณะกรรมการสรรหาให้หลากหลายขึ้น และเห็นควรให้ลดสัดส่วนผู้แทนจากฝ่ายตุลาการลง และควรมีการกำหนดนิยามและคุณสมบัติขององค์กรผู้เสนอ และวิธีการเสนอชื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้รัดกุมขึ้นกว่าปัจจุบัน
ประเด็นที่ 4 การห้ามดำรงตำแหน่งของสส.และ สว.
คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ เห็นตรงกันว่าไม่ควรมีการแก้ไข เนื่องจากบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมีความสมเหตุสมผลแล้ว อาทิ การให้ สส.สามารถดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีได้ และการห้าม สส.เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรี
ประเด็นที่ 5 เรื่องการห้าม สส.และ สว.แทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร
คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ พิจารณาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแล้วเห็นควรให้มีการแก้ไข โดยเห็นว่าควรให้ สส.และ สว.สามารถช่วยประชาชน ชุมชนในการแก้ไขปัญหาได้ โดยสามารถแจ้งความเดือดร้อนของประชาชนให้หน่วยงานของรัฐทราบได้ในลักษณะที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นการยืนยันว่า สส.ดำเนินงานภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ แต่นอกเหนือจากการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเห็นควรให้ห้ามไว้
ประเด็นที่ 6 เรื่องการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง
คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ เสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติเรื่องการให้ยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 237 เพื่อให้สถาบันพรรคการเมืองซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพ มีความต่อเนื่อง เข้มแข็ง และควรจะ
“ถูกยุบ” ได้ยาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าคณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ จะเสนอให้มีการยกเลิกบทบัญญัติเรื่องการยุบพรรค แต่ยังคงไว้ซึ่งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และเพิ่มระดับความรุนแรงในกรณีที่กรรมการบริหารและหัวหน้าพรรคทุจริตต่อการเลือกตั้ง โดยเพิกถอนสิทธิเป็นเวลา 10 ปี และ 15 ปี ตามลำดับความรุนแรงข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นเพียงข้อสรุปเบื้องต้นที่คณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ จะต้องพัฒนาให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคณะกรรมการพิจารณาแนวทางฯ จึงวางแผนที่จะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นตามภูมิภาคต่างๆ อีกประมาณ 22 แห่ง จะจัดให้มีการสำรวจความคิดเห็น โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจะใช้แบบสำรวจเพื่อสอบถามถึงความเหมาะสมของข้อเสนอในช่วงระหว่างวันที่ 112 ต.ค.และยังกำหนดให้มีการเปิดสายเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสรุปประมาณปลายเดือน ต.ค.และจะนำมาพิจารณาปรับปรุงข้อสรุปเกี่ยวกับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งก่อนนำเสนอต่อรัฐบาล ประมาณเดือน พ.ย.
แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ได้ช่วยให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองอย่างฉับพลัน แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและการปรับโครงสร้างสถาบันการเมืองที่เหมาะสมกับสังคมไทย อันจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างคุณภาพประชาธิปไตยให้ยั่งยืนสืบไป







