
ทองคำสินทรัพย์เนื้อหอม พร้อมทะลวง 1,400 ดอลล์
เมื่อใดที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนผิดสังเกต นักวิเคราะห์จะสามารถใคร่ครวญถึงมูลเหตุเบื้องหลังได้ไม่ยากนัก เพราะหากมิใช่เป็นเพราะภาวะเงินเฟ้อสูงลิ่วเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มร้อนแรง ก็อาจเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ช่วงขาลง
เมื่อใดที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนผิดสังเกต นักวิเคราะห์จะสามารถใคร่ครวญถึงมูลเหตุเบื้องหลังได้ไม่ยากนัก เพราะหากมิใช่เป็นเพราะภาวะเงินเฟ้อสูงลิ่วเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มร้อนแรง ก็อาจเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ช่วงขาลง
โดย......ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อใดที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนผิดสังเกต นักวิเคราะห์จะสามารถใคร่ครวญถึงมูลเหตุเบื้องหลังได้ไม่ยากนัก เพราะหากมิใช่เป็นเพราะภาวะเงินเฟ้อสูงลิ่วเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มร้อนแรง ก็อาจเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ช่วงขาลง
ทั้งสองสภาวะต่างเป็นความเสี่ยงในรูปแบบเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาไม่ต่างกัน นั่นคือการกระตุ้นให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์การลงทุนในตลาดโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม ภาวการณ์ที่กำลังผลักดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำและเงินถีบตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรง มิได้เป็น 1 ใน 2 ปัจจัยที่ระบุไว้
แต่อาจเป็นทั้งสองปัจจัยในเวลาเดียวกัน!
เพราะขณะนี้แนวโน้มเงินเฟ้อในเอเชียเริ่มเด่นชัดมากขึ้น จากภาวะการฟื้นตัวที่รวดเร็ว ในเวลาเดียวกัน สหรัฐยังคงสับสนกับทิศทางเศรษฐกิจของตนว่าอยู่บนเส้นทางของการฟื้นตัว หรือถอยกลับไปสู่ภาวะถดถอยกันแน่ แต่ที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญกับปัญหา
ความลักลั่นเช่นนี้ ทองคำอันเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมคุณค่าและราคาได้ยาก จึงกลายเป็นการลงทุนที่เนื้อหอมที่สุด
มิหนำซ้ำยังมีเงื่อนไขด้านลบที่บีบให้นักลงทุนต้องเร่งกักตุนทองคำและแร่มีค่าในตลาดโภคภัณฑ์กันอย่างกระวนกระวาย
เงื่อนไขที่ว่านี้ คือการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ดึงให้เงินเยนแข็งค่าเป็นประวัติการณ์ กลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องจนคล้ายกับโดมิโนมรณะ
จนขณะนี้นักวิเคราะห์บางรายยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนความต้องการในตลาดทองคำและตลาดเงินเป็นปัญหาเงินเฟ้อ (แนวโน้มในเอเชีย) หรือปัญหาเงินฝืด (สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับญี่ปุ่น) กันแน่
แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือราคาทองคำและราคาเงินทำลายสถิติสูงสุดในรอบหลายปีอย่างต่อเนื่อง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วราคาทองคำสามารถฝ่าระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้เป็นครั้งแรก และปรับขึ้นมาถึง 30% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ราคาเงินทำสถิติสูงสุดในรอบ 30 ปี โดยที่ราคาเงินทำราคาในสัดส่วนสูงกว่าราคาทองคำ ในฐานะที่แร่เงินถือเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตของอุตสาหกรรมบางประเภท
อย่างไรก็ตาม แร่เงินโอกาสที่จะราคาตกเร็วกว่าทองคำ เนื่องจากภาวะชะลอตัวในภาคอุตสาหกรรมของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการเงินในฐานะปัจจัยการผลิตค่อยๆ ลดลง แต่ขณะนี้เงินจะยังเกาะกระแสความผันผวนในตลาดโภคภัณฑ์ต่อไปจนกว่านักลงทุนจะเริ่มเชื่อมั่นว่ามีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพแน่นอน
ไม่เพียงทองคำและเงินเท่านั้น สินค้าประเภทอื่นๆ ในตลาดโภคภัณฑ์ยังโหนกระแสเช่นเดียวกัน ด้วยปัจจัยที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลพวงของการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
จากดัชนีชี้วัดราคาวัตถุดิบการผลิต 19 ประเภท ของ Reuters/Jefferies CRB พบว่า ดัชนีพุ่งขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน เฉพาะราคาฝ้ายสูงสุดในรอบ 15 ปี ข้าวสาลีปรับราคาขึ้นมาถึง 2 เท่าตัวในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน และราคาข้าวโพดสูงสุดในรอบ 2 ปี
แต่สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทสินค้าเกษตรไม่อาจเทียบได้กับราคาทองคำ หากพิจารณาจากความเปลี่ยนระยะยาวของราคา เพราะราคาทองคำบวกขึ้นมาตลอดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
เมื่อบีบระยะเวลาให้แคบลงถึงช่วงปี 2542 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ราคาทองคำเพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 5 เท่าตัว ซึ่งในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจโลกกำลังขยายตัวอย่างคึกคัก
ทว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกรุนแรงถึงขีดสุดเมื่อราวปลายปี 2551 ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นมาเช่นกันถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับราคาในขณะนี้
ตัวอย่างสถานการณ์ข้างต้นสอดคล้องกับเหตุและปัจจัยมูลฐานที่กำหนดราคาทองคำ แต่ไม่สอดคล้องนักกับสถานการณ์ที่ลักลั่นในปัจจุบัน ทำให้การคาดการณ์ราคาทองคำมักเบี่ยงไปมาระหว่างความร้อนแรงของเศรษฐกิจหรือการล้มลุกคลุกคลานของเศรษฐกิจดังที่ระบุไว้ข้างต้น
อันตรายของแนวโน้มที่ไม่แน่ชัด คือกระแสเก็งกำไรที่อาจซ่อนตัวอยู่ และอาจกำลังบ่มเพาะภาวะฟองสบู่ในตลาดทองคำ
ขณะนี้นักวิเคราะห์หลายสำนัก เช่น ที่ประชุมสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน หรือ LBMA ในสัปดาห์นี้ เห็นพ้องต้องกันว่า ทองคำจะทะลุหลัก 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ก่อนสิ้นปีนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ราคาทองคำอาจทะลวงไปถึงระดับราคา 1,700 เหรียญสหรัฐ หรือกระทั่ง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในการประชุมคราวต่อไปของ LBMA ในเดือน ก.ย.ปีหน้า
หากพิจารณาว่า ราคาทองคำบวกอย่างต่อเนื่องมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การคาดการณ์ของ LBMA จะไม่มีวันผิดพลาดอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าทองคำจะไปถึงระดับใหม่ที่ว่านั้นตรงกับช่วงเวลาที่ระบุไว้หรือไม่ก็เพียงเท่านั้น
สิ่งที่น่าคิดก็คือ ไม่เพียงการคาดการณ์ของ LBMA จะไม่ผิดพลาดแล้ว การทำราคาถึง 1,700 เหรียญสหรัฐ หรือ 2,000 เหรียญสหรัฐ อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด เพราะเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ที่ประชุม LBMA คาดการณ์ว่า ในเดือน ก.ย.ปีนี้ทองคำจะฝ่าระดับ 1,181 เหรียญสหรัฐ แต่แล้วทองคำกลับก้าวไปไกลยิ่งกว่าอย่างเหนือความคาดหมาย
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐมิได้ฟื้นตัวตรงกับความคาดหมายนั่นเอง และในปีนี้สหรัฐจะยังไม่สามารถฟื้นตัวอย่างเต็มที่แน่นอน ซึ่งหมายความว่าทองคำและสินค้าในตลาดโภคภัณฑ์ยังมีโอกาสทำราคาได้สูงต่อไปอีก
พร้อมด้วยกระแสเก็งกำไรและภาวะฟองสบู่ เป็นปัจจัยลบที่แฝงตัวอยู่ และจำต้องจับตาอย่างใกล้ชิด







