
เศรษฐกิจโต 7.5% กลางสมรภูมิเงินร้อน
ช่วงนี้เหมือนเป็นเทศกาลปรับตัวเลขเศรษฐกิจ...
ช่วงนี้เหมือนเป็นเทศกาลปรับตัวเลขเศรษฐกิจ...
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ช่วงนี้เหมือนเป็นเทศกาลปรับตัวเลขเศรษฐกิจ...
เริ่มจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับประมาณการปี 2553 เป็น 7.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวแค่ 5.5%
ส่วนในปี 2554 สศค. คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 4.5%
ก่อนหน้านั้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการปรับเพิ่มตัวเลขไปล่วงหน้า จาก 4.5% เป็น 7.5%
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ปรับจาก 5.8% เป็น 7.5% เช่นเดียวกัน
เรียกได้ว่าหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลปรับขึ้น แต่ดูเหมือนว่าคนไทยด้วยกันจะยังไม่ค่อยเชื่อมั่น ครหาว่ารัฐบาลมีการ “ปั่นตัวเลข”
ล่าสุดหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่าง ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ออกมาปรับคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2553 เป็น 7% จากเดิม 4%
ถือเป็นการ “การันตี” ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้คงไม่ขี้เหร่ ขยายตัวอย่างน้อย 7-7.5% แน่นอน
ฌอง ปิแอร์ เวอร์บีสต์ ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ประจำประเทศไทย มองว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไทยอยู่ที่เศรษฐกิจโลกมากกว่า เพราะปัญหาการเมืองเป็นเรื่องบริหารจัดการได้ และการเมืองกระทบเศรษฐกิจแค่บางจุด แต่ทุกคนได้รับบทเรียนแล้ว และคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบที่ผ่านมา
“ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจฉบับนี้จึงอยู่บนสมมติฐานว่า การเมืองไทยจะดำเนินไปอย่างสงบ และการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้าจะเป็นไปอย่างราบรื่น” ฌอง ปิแอร์ เวอร์บีสต์ กล่าว
แม้ภาพรวมของตัวเลขจะออกมาสวยหรู แต่ “ไส้ใน” ของเศรษฐกิจไทย ยังก้ำกึ่งระหว่างการเติบโตที่แท้จริงกับการเติบโตด้วยเงินร้อน ทำให้เกิดภาวะ “ฟองสบู่”
เมื่อทุนนอกไหลเข้า นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. จนถึงปัจจุบัน รวม 5.4 หมื่นล้านบาท
และประเมินว่าในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ของปีนี้ ต่างชาติน่าจะเข้ามาซื้ออีกไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท
เบ็ดเสร็จทุนไหลเข้าในช่วงนี้น่าจะอยู่ระดับ 9 หมื่น1 แสนล้านบาท!!!
เม็ดเงินไหลเข้าเหล่านี้จะกระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจเก็งกำไร เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ค้าเงิน หุ้น ทองคำ รวมถึงการเข้ามาซื้อสินทรัพย์ที่ราคาถูก
ภาพลวงตาเศรษฐกิจมีสิทธิเกิดขึ้นในช่วงนี้ เพราะนอกจากเม็ดเงินร้อนเหล่านี้แล้ว ยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาวะดอกเบี้ยต่ำทำให้กู้เงินง่าย จ่ายเงินคล่อง
คอนโดมิเนียมเกิดขึ้นราวดอกเห็ด แต่กว่า 50% เป็นการซื้อเพื่อการเก็งกำไร หรือไม่ก็รอการอัพราคา ไม่ใช่ความต้องการหรือดีมานด์ที่แท้จริง
ธปท.เองก็รู้ปัญหานี้ดี จึงมีคำสั่งลับๆ ไปยังธนาคารพาณิชย์ ให้ลดความร้อนแรงในการปล่อยสินเชื่อเพื่ออสังหาริมทรัพย์ลง
โดยขู่ว่าถ้าเกิดภาวะฟองสบู่เมื่อไหร่ อาจนำมาตรการเพิ่มกันสำรองสินเชื่อในกลุ่มนี้มากขึ้น ป้องกันการเกิดหนี้เน่าเหมือนปี 2540
ยิ่งล้วงให้ลึกถึงไส้ในเศรษฐกิจต่อไป ยังมีตัวเลขหลายตัวที่น่าฉงน??
เริ่มจากตัวเลขการส่งออกในเดือน ส.ค. พบว่าอัตราขยายตัวของมูลค่าในรูปของเงินเหรียญสหรัฐสูงถึง 23.9% ขณะที่ในเชิงปริมาณขยายตัว 16.4%
แต่เมื่อหันมาดู “ดัชนีราคาสินค้าส่งออก” กลับชะลอลงเหลือเติบโตแค่ 6.5% เป็นสัญญาณไม่ดี เพราะในเดือน ก.ค. ยังขยายตัว 8.2%
ขณะที่ไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ดัชนีราคาส่งออกอยู่ที่ 12% ต่อมาไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) ดัชนีราคาส่งออกขยายตัวลดลงเหลือ 10%
สัญญาณนี้ถือว่าอันตราย เพราะหมายความว่าผู้ส่งออกไทยขายของออกไปแต่ได้กำไรน้อยลงทุกเดือน
ต้นเหตุน่าจะเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่ามาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปีถึงขณะนี้ แข็งไปถึง 8% เข้าให้แล้ว
มีผลศึกษาของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ พบว่าผู้ส่งออกมีส่วนต่างกำไรอยู่ที่ 5% เท่านั้น
หากค่าเงินบาทแข็งค่าไปถึง 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อไหร่ เท่ากับว่าทุนหายกำไรหด
และหากผู้ส่งออกเป๋ไปเป๋มาเช่นนี้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
อีกตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ยอดการจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศ พบว่าอัตราขยายตัวลดต่ำจนน่าตกใจ
ไตรมาสแรกยอดขายขยายตัว 6.7% ไตรมาส 2 ขยายตัว 11.1% แต่พอมาเดือน ก.ค. ขยายตัวลดลงเหลือแค่ 5.8%
ล่าสุดในเดือน ส.ค. ปรากฏว่ายอดจำหน่ายปูนซีเมนต์กลับเติบโตลบ 1.5% สวนทางกับความจริงที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจเติบโตทุกสาขา
เมื่อยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ไม่โต ขณะที่เศรษฐกิจในสาขาอื่นๆ ขยายตัวสูง ก็สะท้อนว่ากลไกหรือโครงสร้างภายในประเทศน่าจะบิดเบี้ยว
เมื่อมองลึกลงไปอีก พบว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดข้องกับการบริโภคถือว่าเติบโตสูงจัด เร็วจี๋
ไม่ว่าจะเป็นยอดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มยังขยายตัว 18.7%
หมายความว่าธุรกิจการค้าส่ง ค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นรายย่อย รายใหญ่ จนถึงโชห่วย มียอดขายพุ่งเกินคาด
ส่วนยอดขายรถยนต์นั่งขยายตัว 58% และยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ขยายตัว 47.7%
ถือว่าเป็นความมั่นใจของผู้บริโภค ที่คิดว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะขยายตัวดี คนไทยจะมีงานทำแน่นอน
ขณะที่ความจริง คือ ยอดขายปูนซีเมนต์ไม่ขึ้นตีความตรงตัว คือการลงทุนใหม่ชะงักงัน หมายถึงการลงทุนที่แท้จริง ที่ไม่ใช่เงินจากการเก็งกำไร ยังไม่เข้ามาอย่างที่คาดหวัง
ขณะที่ผู้คนกลับเชื่อในภาพลวงตาว่าเศรษฐกิจเติบโตถึง 7.5% จึงกินใช้ จับจ่าย อย่างไม่ยั้งมือ ...สร้างหนี้ผ่านรถยนต์ บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม
ถ้าเมื่อไหร่เกิดวิกฤตรอบใหม่ขึ้นมา แล้วฟองสบู่แตก เกรงว่าประชาชนจะรับมือไม่ไหว
รัฐบาลจะมีมาตรการป้องกันสิ่งเหล่านี้อย่างไร!!!
คลื่นเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับเงินร้อน มีโอกาสจะหายไปได้ทุกเมื่อ อาจทิ้งไว้แต่ความเสียหายแบบราพณาสูร
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.ปรับประมาณการเศรษฐกิจ 2553 เป็น 7.5% ต่อปี จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 5.5% ต่อปี และเศรษฐกิจในปี 2554 จะขยายตัวได้ 4.5% ต่อปี มีช่วงอยู่ที่ 45% ต่อปี
สาเหตุที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2553 เพิ่มขึ้น เพราะการการขยายตัวครึ่งปีแรกได้ 10.6% ต่อปี และคาดไตรมาส 3 จะขยายได้ 6% ต่อปี และไตรมาส 4 ขยายได้ 3.3% ต่อปี และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยอย่าง สหรัฐ ยุโรป มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง จะส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวได้
นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนจะโต 16.5% ต่อปี จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 10.2% ต่อปี การบริโภคภาคเอกชนก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นที่ระดับ 5.2% ต่อปี จากเดิมที่ 3.6% ต่อปี ขณะที่การจ้างงานปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ 0.9% ของแรงงาน ซึ่งเป็นรำดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่รายได้เกษตรกรยังมีการขยายตัวดี อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นชัดเจนในช่วงปลายปีนี้
นายสาธิต กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 3.4% ต่อปี อัตราเงินเฟอพื้นฐานอยู่ที่ 1.3% ต่อปี เนื่องจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีหน้าอยู่ที่ 3.5% ต่อปี และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5% ต่อปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 2% และปีหน้า 3%
สำหรับค่าเงินบาทของไทยปัจจุบันแข็งค่าอยู่ที่ 30.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7.83% และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีนี้ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 31.7บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปี 2554 คาดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าเฉลี่ยนอยู่ที่ 3031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายสาธิต กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ต้องตืดตาม คือปัญหาเรื่องค่าเงิน ที่คาดว่าจะยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1% จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก 0.4% และส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.3%
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐบาล เพราะในช่วงปลายปีจะมีการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ว่าจะมีการฟื้นตัวต่อเนื่องหรือไม่







