
แนะแยกกระทรวงท่องเที่ยว-กีฬา
“วิษณุ” แนะปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาใหม่ โดยแยกงานท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน หลังที่ผ่านมาทำงานไม่เต็มที่
“วิษณุ” แนะปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาใหม่ โดยแยกงานท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน หลังที่ผ่านมาทำงานไม่เต็มที่
นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนาภายในงานมอบรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553 ว่า รัฐบาลต้องพิจารณาการปรับโครงสร้างของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาใหม่ โดยเห็นได้ว่าที่ผ่านมารัฐมนตรีที่เข้ามากำกับดูแลกระทรวง นี้ หากบุคคลใดสนใจเรื่องกีฬา จะไม่สนใจเรื่องท่องเที่ยว หากสนใจเรื่องท่องเที่ยว ก็อาจละเลยต่อเรื่องการกีฬา ทำให้การเกลี่ยงบประมาณเกิดความไม่เท่าเทียม ซึ่งไม่มีบุคคลใดที่จะบริหารจัดการสองเรื่องให้ออกมาได้ดี
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการพิจารณาเรื่องโครงสร้างของกระทรวงนี้ได้เป็นปัญหาในการตัดสินใจของรัฐบาลมาระยะหนึ่ง ในการจัดสรรหน้าที่ความรับผิดชอบให้มีความลงตัว จึงเป็นปัญหาต่อเนื่องว่าการทำงานระหว่างการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีความสอดคล้องกันในลักษณะใด
“การก่อตั้งกระทรวงนี้อาจเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ซึ่งมองว่าเมื่อรัฐมนตรีและปลัดที่เข้ามาทำงาน เมื่อเกิดความถนัดเรื่องใดก็มุ่งไปทางด้านนั้น โดยรัฐบาลควรมีนโยบายด้านการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องไปรวมกับใคร เพราะอุตสาหกรรมนี้ยังขายได้ในภาวะที่เกิดวิกฤต” นายวิษณุ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ควรมีนโยบายด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการปรับโครงสร้างการทำงานให้มีความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยวที่จะเติบโตในอีก 10 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังต้องปรับโครงสร้างหน่วยงานที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกันอย่างบริษัท การบินไทย แต่เป็นฟันเฟืองหลักสำคัญที่ช่วยนำนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเดินทางท่องเที่ยว แต่กลับมีกระทรวงที่ดูแลต่างกัน ทำให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมของประเทศไทยทำได้อย่างไม่เต็มศักยภาพ
นายวิษณุ กล่าวว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ เพราะกลยุทธ์ด้านราคา เสน่ห์ของบ้านเมือง วิถีชีวิต การมีวัฒนธรรมที่น่าเรียนรู้ โดยรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัจจุบันกระแสความนิยมการเดินทางของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเน้นเที่ยวด้านความบันเทิง เปลี่ยนเป็นการเที่ยวเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม โอกาสทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะพบวิกฤตทางการเมือง ซึ่งเห็นได้ว่าเดือน ม.ค.ส.ค.ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยราว 10 ล้านคน คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทยน่าจะเดินทางมาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 14.5 ล้านคน แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันให้ประเทศอยู่ในภาวะปกติ หากไม่มีความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นเหมือน 4 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่านับจากนี้ 10 ปี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง







