
วันแห่งการเรียนรู้
....นพ.วิชัย โชควิวัฒน
การที่คนเราจะต้องแสวงหาความรู้ เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์มาแต่โบราณกาล ดังจันทโครพออกแสวงหาความรู้จากพระฤๅษีในป่า พระอภัยมณีและศรีสุวรรณ ก็ไปเรียนวิชาเป่าปี่และกระบี่กระบอง และทุกสังคมที่เจริญแล้ว ต่างมีระบบโรงเรียนให้ประชาชนของตนได้ศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่ยังเด็ก เป็นต้น
ปีเตอร์ เซงเก น่าจะเป็นคนแรกที่เสนอให้องค์กรต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ องค์กรนั้นจึงจะดำรงสถานะและพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ แนวคิดดังกล่าวได้รับการขานรับอย่างกว้างขวาง เริ่มจากสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย และต่อมาวงการธุรกิจก็มองเห็นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏจากแนวคิดเรื่องการพัฒนาให้สมดุลทั้ง 4 ด้าน (Balanced Scorecard) ซึ่งต่อมามีการพัฒนาเป็นการจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์ หนึ่งในสี่ด้าน มีเรื่องของกระบวนการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ในประเทศไทย แม้ในวงวิชาการระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเดินแนวทางตามปรัชญาของสหรัฐ คือต้องยึดภารกิจหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้ 2) การถ่ายทอดความรู้ และ 3) การบริการสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมักมีการเพิ่มภารกิจข้อที่ 4 คือ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมด้วย แต่มหาวิทยาลัยโดยมากมุ่งกระทำแต่ภารกิจด้านการถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้น้อย
นักวิชาการจำนวนไม่น้อยมีสถานะเป็น ดร.กล้วย คือ ทำวิจัยเพียงครั้งเดียวตอนทำวิทยานิพนธ์ แล้วไม่ทำอีกเลย เหมือนต้นกล้วยที่ออกเครือเพียงครั้งเดียว ก็ยืนต้นตายหรือกลายเป็นหยวกกล้วยไป
ในการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขององค์การเภสัชกรรม เราก็เผชิญกับปัญหาดังกล่าวนี้ องค์การเภสัชกรรมมีคนเก่งและคนที่มีวุฒิความรู้สูงอยู่ไม่น้อย มีนักวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกรวมกว่า 20 คน
แต่เรายังขาดบรรยากาศทางวิชาการ เรามีสถาบันวิจัยและพัฒนา ซึ่งตั้งขึ้นในสมัยที่ นพ.ทหาร พันธุ์ภู่ เป็นผู้อำนวยการ แต่เราไม่มีการประชุมวิชาการเป็นประจำ ไม่มีห้องสมุดที่ดี ทำให้นักวิชาการของเราไม่มีโอกาส
“ลับเขี้ยว” และหลังประชุมแล้วก็ไม่มีการสรุปผลการเรียนรู้ให้แก่เพื่อนร่วมงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะ นักวิชาการของเราจึงไม่มีโอกาสสั่งสมความรู้เข้าไว้ในตัว เราจึงมักมีแต่นักวิชาการที่มีความรู้เฉพาะตนแม้องค์การเภสัชกรรมจะตั้งมาแล้วกว่า 40 ปี ซึ่งความจริงแล้วเราเริ่มผลิตยามาตั้งแต่สมัย ดร.ตั้ว ลพานุกรม คือก่อนหน้านั้นนับสิบปี
การพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นงานวิจัยและพัฒนา เราจึงพยายามฟื้นฟูและสร้างบรรยากาศทางวิชาการขึ้นมา โดยการเรียนรู้จากการลงมือทำ ด้วยการประชุมปรึกษาหารือกันเป็นระยะๆ ทั้งในหมู่นักวิชาการขององค์การเภสัชกรรม นักวิทยาศาสตร์ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และจากมหาวิทยาลัย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ขององค์การอาหารและยา (อย.)
จนกระทั่งเราได้เดินมาถึงใกล้ปลายทางแล้ว นั่นคือวัคซีนของเราใกล้จะขอขึ้นทะเบียนกับ อย. เราจึงได้จัดประชุมสัมมนาเรื่องการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นขององค์การเภสัชกรรมขึ้น เมื่อวันที่ 2
–3 ส.ค. 2553 เราตั้งชื่อการสัมมนาครั้งนั้นว่า “วันแห่งการเรียนรู้อันยิ่งใหญ่” โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมสัมมนา ได้แก่ ดร.มารี พอล คินี ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาวัคซีนขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเวลานี้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกแล้ว ดร.มิเชล เปอร์ดิว ผู้อำนวยการกองไข้หวัดใหญ่และโรคอุบัติใหม่ กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐ ศ.ดร.ลาริสสา รูเดนโก หัวหน้าแผนกไวรัสวิทยา สถาบันวิจัยการแพทย์ รัสเซีย ดร.คลอเดีย อัลฟองโซ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันวัคซีนและชีววัตถุ องค์การอนามัยโลก ดร.เจมส์ โรเบิร์ตสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ของสถาบันแห่งชาติด้านมาตรฐานและการควบคุมชีววัตถุ สหราชอาณาจักร ดร.ราชีพ เดอเร ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันซีรัมของอินเดีย และ ดร.สเตฟานี กวิชาร์ด จากแผนกจัดการ พัฒนาและควบคุมคุณภาพวัคซีน และการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันสำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยเราเชิญผู้เชี่ยวชาญมามิใช่เพื่อบรรยายให้เราฟัง แต่เชิญมาเพื่อฟังพวกเราบรรยายและตอบคำถาม โดยเราได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเราในองค์การเภสัชกรรมที่รับผิดชอบในการพัฒนาและผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 รวมทั้งได้ขอให้นักวิชาการหลายท่านที่เกี่ยวข้องเตรียมเป็นผู้นำเสนอรวมทั้งสิ้น 22 หัวข้อ ผู้นำเสนอ 21 คน โดยกำหนดให้ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ 4 หัวข้อ คือ 1) หลักการ เหตุผล ความเป็นมา 2) ผลการดำเนินงาน 3) ปัญหาอุปสรรค และ 4) ให้ตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อ กับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้กำหนดบุคคลหลักที่จะตอบคำถามไว้เป็นการเฉพาะ ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ จะร่วมให้ความเห็น
เพื่อให้การนำเสนอ กระชับ ชัดเจน ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ ไม่กำกวม และไม่ทำให้เข้าใจผิด เพราะต้องนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ เราได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ขององค์การเภสัชกรรมทุกคน เตรียมนำเสนอล่วงหน้า ทั้งสไลด์และคำบรรยายแต่ละสไลด์ โดยกำหนดให้อ่านจากบทบรรยายแทนการพูดปากเปล่า ได้มีการปรับปรุงแก้ไข 3
–4 รอบ และก่อนนำเสนอจริงเราได้จัดประชุมซักซ้อม 2 วัน ทำให้ผลการสัมมนาประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ และเป็นที่ชื่นชมของผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมอย่างยิ่งแม่งานคนสำคัญที่ทุ่มเทให้แก่งานนี้อย่างเต็มที่คือ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ







