
เอเซียกับภารกิจตั้งปราการปกป้องค่าเงิน
กระแสทุนที่ไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคเอเชียกำลังก่อให้เกิดความกังวลมากกว่าความยินดี แม้นว่าเอเชียกำลังเนื้อหอมในฐานะเป็นเป้าหมายการลงทุนแห่งใหม่ ที่ให้ผลกำไรคุ้มค่ากว่าภูมิภาคอื่นๆ และปรากฏการณ์ “ขุมทองแห่งเอเชีย” กำลังช่วยยกระดับหลายประเทศให้ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหลังวิกฤตก็ตาม
กระแสทุนที่ไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคเอเชียกำลังก่อให้เกิดความกังวลมากกว่าความยินดี แม้นว่าเอเชียกำลังเนื้อหอมในฐานะเป็นเป้าหมายการลงทุนแห่งใหม่ ที่ให้ผลกำไรคุ้มค่ากว่าภูมิภาคอื่นๆ และปรากฏการณ์ “ขุมทองแห่งเอเชีย” กำลังช่วยยกระดับหลายประเทศให้ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหลังวิกฤตก็ตาม
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
กระแสทุนที่ไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคเอเชียกำลังก่อให้เกิดความกังวลมากกว่าความยินดี แม้นว่าเอเชียกำลังเนื้อหอมในฐานะเป็นเป้าหมายการลงทุนแห่งใหม่ ที่ให้ผลกำไรคุ้มค่ากว่าภูมิภาคอื่นๆ และปรากฏการณ์ “ขุมทองแห่งเอเชีย” กำลังช่วยยกระดับหลายประเทศให้ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหลังวิกฤตก็ตาม
นั่นเพราะสิ่งที่พ่วงมาพร้อมกับเงินทุนที่กำลังไหลบ่าเข้าภูมิภาคนี้ มีทั้งความมั่งคั่ง และความเสี่ยงถึงขั้นอาจเป็นชนวนวิกฤตครั้งใหม่
ภาพที่กำลังเกิดขึ้นกำลังสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 90
ครั้งนั้นเอเชียมีอัตราการขยายตัวที่คึกคักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศเสือเศรษฐกิจอันได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ขณะที่เสือตัวที่ห้าที่กำลังก้าวขึ้นมาเทียบชั้นคือ ไทย ทั้ง 5 ประเทศนี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดกระแสทุนจากต่างประเทศในปริมาณมหาศาล
ขณะเดียวกัน ส่วนหนึ่งของประเทศเหล่านี้หลงระเริงไปกับความคึกคักของเศรษฐกิจจนเลินเล่อ ปล่อยให้มีการปล่อยกู้เงินในปริมาณมหาศาล
ผลที่ตามมาเมื่อถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 90 คือการเข้ามาของกองทุนเก็งกำไร พร้อมกับช่วงขาลงของเศรษฐกิจ 5 เสือ เนื่องจากทุนที่ไหลเข้ามาทำให้ค่าเงินแข็งอย่างรวดเร็ว จนภาคส่งออกชะงักงัน
ในที่สุดกลายเป็นวิกฤตการเงินเอเชียปี 2550
ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและสิงคโปร์ (การปล่อยกู้ในภาคอสังหาฯ ในระดับมหาศาล) และส่วนอื่นๆ ของเอเชีย รวมถึงญี่ปุ่น (การแข็งค่าของค่าเงิน) โดยที่ประเทศเหล่านี้เริ่มที่จะใช้มาตรการแทรกแซงบ้างแล้ว แต่ความเคลื่อนไหวในตลาด และกระแสทุนที่ไหลบ่าเข้ามาก็ยิ่งเร็วจนตามไม่ทัน
จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พร้อมเต็มที่
แต่แล้วการแทรกแซงค่าเงินของญี่ปุ่นแม้จะช่วยต่ออายุเศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่ตามมาคือกระแสความไม่พอใจของประเทศในเอเชียด้วยกันเอง
อย่างไรก็ตาม ในสภาวการณ์เช่นนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เอเชียจะต้องยื่นมือเข้ามาทำอย่างใดอย่างหนึ่ง และหนทางที่ดีที่สุดอาจเป็นการร่วมมือกันปกป้องเสถียรภาพของสกุลเงิน แทนที่จะแทรกแซงอย่าง “ต่างคนต่างทำ”
ล่าสุด เผิงเฟยนาน ผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวัน เสนอแนะให้ประเทศในเอเชียร่วมกันวางกลไกความร่วมมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพของความเชื่อมโยงระหว่างสกุลเงินต่างๆ และเพื่อเป็นกลไกรับมือในกรณีที่เกิดภาวะช็อกจากกระแสทุนนอกไหลเข้าออกฉับพลัน
ในส่วนของไต้หวัน เป็นที่ทราบกันดีในหมู่กูรูการเงินว่า ธนาคารชาติของประเทศนี้มักใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงินบ่อยครั้ง เพื่อสะกดค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เอื้อต่อภาคส่งออก เนื่องจากไต้หวันเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม การผลักดันกลไกร่วมกันไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะแทบไม่ต่างกับการวางมาตรฐานร่วมกัน และมาตรฐานร่วมกันหมายถึงขั้นตอนหนึ่งในการรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกันของเอเชีย ในรูปแบบเดียวกับสหภาพยุโรป (EU)
เฉินเหมี่ยว หัวหน้านักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งไต้หวัน (TIER) กล่าวกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาว่า เอเชียมีความหลากหลายมากกว่ายุโรป และเป็นอุปสรรคสำคัญในการรวมตัวเป็นประชาคม แม้กระทั่งการใช้มาตรการพื้นฐานร่วมกัน
แต่แท้จริงแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกประการของการกำหนดมาตรการร่วมกันเพื่อป้องกันสกุลเงิน มิได้อยู่ที่ความหลากหลายทางเศรษฐกิจเพราะกลไกใดกลไกหนึ่งเพื่อมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจย่อมต้องสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจในตัวของมันเองอยู่แล้ว
ปัญหาอยู่ที่อุปสรรคทางการเมือง ทั้งในรูปของกรณีพิพาทและในรูปของความตั้งใจจริงทางการเมืองเพื่อผลักดันความร่วมมืออย่างจริงจัง
อีกส่วนที่จะทำให้ความร่วมมือไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้ คือ ความเร่งด่วนที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญอยู่มีความแตกต่างกัน
เกาหลีใต้ เริ่มเสนอแนะให้ใช้มาตรการป้องกันการเก็งกำไรจากค่าเงินตั้งแต่เดือน พ.ค. นอกจากนี้ยังเริ่มใช้มาตรการควบคุมกระแสทุนไหลเข้าตั้งแต่ปีที่แล้ว
อินโดนีเซีย ยังไม่ริเริ่มการใช้มาตรการควบคุมเงินรูเปียห์ แต่เริ่มควบคุมกระแสทุนไหลเข้าประเทศตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วเช่นกัน
ล่าสุด คือ ญี่ปุ่น ที่อาจกล่าวได้ว่าแทรกแซงค่าสกุลเงินของตนอย่างจริงจังที่สุด
ยังไม่นับ ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน ที่แม้จะไม่ได้ควบคุมกระแสทุนไหลเข้า หรือแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง แต่ได้ใช้มาตรการเพื่อสกัดกั้นภาวะฟองสบู่ และการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ทั้งสามประเทศต่างนำมาตรการมาบังคับใช้ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่แสดงถึงเหตุและปัจจัยที่หลากหลายภายในเอเชีย
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงที่สุดแล้วเอเชียไม่อาจดำรงอยู่อย่างตัวใครตัวมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่เผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน
พิจารณาจากท่าทีของ เกลน สตีเวนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เมื่อเดือน มี.ค. ที่เรียกร้องให้ประเทศในเอเชียปล่อยค่าเงินของตนให้เป็นอิสระ และพิจารณาจากผลสำรวจล่าสุดที่ปรากฏว่า จีน อินเดีย และนานาประเทศในเอเชีย กลายเป็นแหล่งรองรับการลงทุนอันดับ 1 ของโลก แทนที่สหรัฐ
แม้จะต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ท่าทีของประเทศคู่ค้ากับเอเชียที่ต้องการให้ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้น บวกกับการรุกคืบของทุนต่างภูมิภาคกำลังเอื้อประโยชน์ให้กันและกันโดยบังเอิญ
แต่เป็นความบังเอิญบนความสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในเอเชีย
เพราะใครจะทราบได้ว่า เมื่อใดที่กองทุนจากโลกตะวันตกจะถอนตัวแบบสายฟ้าแลบจากภูมิภาคนี้?
กระนั้นก็ตาม ปัจจัยคุกคามนี้ ในที่สุดอาจกระตุ้นให้เอเชียหันมากระชับความร่วมมือทางการเงินอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อผลักดันให้กองทุนการเงินเอเชีย (AIF) กลายเป็นความจริงในที่สุดเสียที
แม้จะมีอุปสรรคและความท้าทายรออยู่ข้างหน้ามากมายก็ตาม







