
รายได้ที่ไม่สมควร
ไม่ว่าการเจรจาปรับลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสรุปออกมาอย่างไร อย่างน้อยสังคมก็ได้ตาสว่าง เห็นข้อเท็จจริงว่าที่ผ่านมาธนาคารเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินจริงหรือไม่ และมีการเอาเปรียบผู้บริโภคเพียงใด
ปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคของการเจรจา คือ ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องการสูญเสียรายได้ตรงนี้ถึง 1 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ธนาคารมีกำไรสุทธิทั้งระบบสูงถึงระดับ 1 แสนล้านบาทต่อปี แต่หากมองในมุมกลับก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ธุรกิจต้องคิดถึงผลประกอบการเป็นที่ตั้ง
อย่างไรก็ดี ในข้อเท็จจริงพบว่าสัดส่วนรายได้ของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนแปลงไป รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีสัดส่วนสูงขึ้นจนน่าตกใจ ส่วนใหญ่เป็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้บริการ ได้กำไรเนื้อๆ เน้นๆ เป็นกอบเป็นกำ มากกว่าการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจด้วยซ้ำ
ดังที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เคยยกตัวอย่างกรณีของธนาคารกสิกรไทย ว่า เมื่อปีที่แล้วมีสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียม 28% ของรายได้รวม แต่ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นถึง 49% ของรายได้รวม
แม้ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์จะมีการลงทุนด้านไอที ตู้เอทีเอ็ม และการขยายสาขาจำนวนมาก ทำให้ต้องเร่งหารายได้มาชดเชยด้วยการคิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้าที่ได้รับความสะดวกสบายจากการใช้บริการ แต่ก็ควรมีการคิดอย่างเป็นธรรม มิใช่การเอารัดเอาเปรียบโยนต้นทุนมาให้ผู้บริโภค
ที่ผ่านมาธนาคารโขกค่าธรรมเนียมกับลูกค้ารายย่อยในต่างจังหวัดค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะกดเอทีเอ็มต่างธนาคาร หรือการใช้บริการทางการเงินข้ามเขต ขณะที่ผู้ใช้บริการรายใหญ่และในเมืองหลวงกลับได้รับการอุดหนุนจนค่าบริการต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
นอกจากนั้น การคิดค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ที่ยังสูงถึง 2530 บาทต่อรายการ ทั้งๆ ที่เครือข่ายเทคโนโลยีในปัจจุบันดีขึ้น น่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนการเงินที่ลดลง แต่ข้อเท็จจริง คือ ผู้บริโภคกลับยังต้องมีค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่ว
กุญแจสำคัญของการปรับรื้ออัตราค่าธรรมเนียมทางการเงินขณะนี้อยู่ที่ข้อมูลในมือ ธปท. ซึ่งทราบต้นทุนทางธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ขึ้นกับว่า ธปท.จะต้านทานแรงกดดันของบรรดานายแบงก์ที่ทรงอิทธิพลได้หรือไม่
อีกทั้งยังมีอุปสรรคในเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทำให้แรงบีบของ ธปท.อ่อนแรงลงไป ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เมื่อนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ขึ้นมาเป็นผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่แล้ว จะให้น้ำหนักกับต้นทุนของธนาคารพาณิชย์หรือผู้บริโภคมากกว่ากัน
สังคมไม่ควรปล่อยให้ ธปท.สู้โดยลำพัง ต้องร่วมกันเข้ามาตรวจสอบ โดยองค์กรพิทักษ์สิทธิภาคประชาชน เช่น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ควรเป็นหน่วยงานหลักเข้ามาสนับสนุนการทำหน้าที่ของ ธปท. ยื่นข้อเรียกร้อง และต่อรองกับธนาคารพาณิชย์ให้มีการปรับปรุงค่าธรรมเนียมอย่างเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่







