
ตัดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย
.....สมชาย สกุลสุรรัตน์
คุณนิก เคลกก์ (Nick Clegg) รองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า รัฐบาลอังกฤษจะตัดงบประมาณแผ่นดินตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า นอกจากนั้นยังจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ
นโยบายนี้รัฐบาลใหม่ของอังกฤษ ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรคอนุรักษนิยมและพรรคเสรีประชาธิปไตย ได้ประกาศต่อสาธารณชนหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งมาสดๆ ร้อนๆ ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
แน่นอนครับว่า นโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นว่า เป็นนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ในยามที่เศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลกยังถดถอยอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า นโยบายเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลผสมของอังกฤษนี้เป็นนโยบายที่ท้าทายและมีความเสี่ยง แต่ผมขอย้ำคำว่าแต่นะครับว่า แต่รัฐบาลอังกฤษมีความกล้าหาญที่จะดำเนินนโยบายที่เขาเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนของเขา
คุณนิกได้สัมภาษณ์ตอบโต้ผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การดำเนินการตามนโยบายใหม่นี้จะทำด้วยความระมัดระวัง เป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่จับโครงการอะไรขึ้นมาทำส่งเดช (ตรงนี้ผมเขียนเอง) โดยใช้เวลาดำเนินการยาวถึง 5 ปี
คุณนิกตั้งคำถามซึ่งประทับใจผมมาก คำถามหนึ่งในยุคที่ใครต่อใครแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการก่อหนี้ว่า เป็นการยุติธรรมหรือไม่ที่ผลักภาระการใช้หนี้ที่คนรุ่นนี้ก่อขึ้นไปให้คนรุ่นหลัง แทนที่คนรุ่นหลังจะใช้เงินเพื่อการศึกษาและการรักษาพยาบาลของพวกเขา CNN คาดหน้าจอคำพูดตรงนี้ว่า
“เป็นการไร้มนุษยธรรมที่จะผลักภาระการใช้หนี้ไปให้คนรุ่นต่อไป”ผมขออนุญาตไม่โต้เถียงกับใครครับว่า นโยบายใหม่ของรัฐบาลอังกฤษนี้ถูกต้องหรือไม่เพียงใด โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งถ้าไม่ถูกใจอะไรจะมีคาถาว่า ขอทำอะไรแบบไทยๆ เสมอ ถึงแม้ว่าที่กำลังทำอยู่จะลอกเลียนเขามาก็ตาม ขอให้ถูกใจ ถือได้ว่าเป็นแบบไทยๆ โดยอนุโลม
ที่เก็บมาเล่าสู่กันฟังว่า รัฐบาลผสมของอังกฤษทำอะไร เพราะเห็นใครต่อใครชอบนำเหตุแห่งการเป็นรัฐบาลผสมมาใช้เป็นเหตุผลที่จะไม่ทำอะไร เนื่องจากรัฐบาลไทยส่วนมากเป็นรัฐบาลผสม แต่รัฐบาลอังกฤษที่ประกาศนโยบายสะท้านโลกครั้งนี้ เป็นรัฐบาลผสมรัฐบาลแรกของอังกฤษ นับแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ที่สำคัญพรรคเสรีประชาธิปไตยนั้น เป็นพรรคการเมืองเอียงซ้าย ซึ่งควรดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามกระแสโลก เพื่อเอาใจพลพรรคที่สนับสนุนซึ่งเป็นคนใช้แรงงาน ส่วนพรรคอนุรักษนิยมก็ใช้โอกาสของการเป็นรัฐบาลผสม เพื่อดำเนินนโยบายอนุรักษนิยมแบบยืดหยุ่นไม่ต้องเอาอกเอาใจพวกขวาจัดที่ต้องการขจัดรัฐสวัสดิการของอังกฤษโดยสิ้นเชิง
สรุปแล้ว พรรคการเมืองของอังกฤษที่มาผสมกัน มีจุดประสงค์ร่วมกัน คือ การร่วมกันดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ตัวเองคิดว่าจะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติในระยะยาว ไม่ให้การแก้ไขปัญหาวันนี้ตกไปเป็นภาระของคนรุ่นหลังต่อไป ถึงแม้จะเป็นนโยบายคาบลูกคาบดอก เสี่ยงต่อการถูกต่อต้าน และเสียคะแนนนิยมจากผู้สนับสนุนในแต่ละพรรค แต่เขาใช้เหตุผลในการดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของรัฐบาลมาเป็นเหตุผล เพื่อนำนโยบายของอีกฝ่ายหนึ่งมาเป็นเครื่องมือกำหนดนโยบายที่ไม่สามารถจะดำเนินการได้ ถ้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียว
อย่างที่ว่าแต่ต้นครับ ไม่ขอโต้เถียงว่านโยบายนี้ถูกต้องถูกผิดอย่างไร เพราะแม้แต่ในอังกฤษเองก็ยังเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าการขึ้นภาษีและการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในยามที่เศรษฐกิจถดถอยนั้น จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้เศรษฐกิจถดถอยหนักยิ่งขึ้นหรือไม่ แต่ไม่เห็นมีใครตอบคุณนิกแกเหมือนกันครับว่า การผลักภาระการใช้หนี้ให้กับคนรุ่นหลังนั้นถูกต้องตามหลักมนุษยธรรมหรือไม่ และการก่อหนี้จำนวนมหาศาลนั้นเป็นผลดีต่อผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือเป็นผลดีแก่กลุ่มผลประโยชน์หรือนายทุนบางกลุ่ม ที่เผอิญถ้าใครเป็นลูกหลานคงไม่เดือดร้อนที่จะชำระหนี้แทนคนรุ่นก่อน เพราะได้รับผลประโยชน์จากการก่อหนี้โดยตรงจนร่ำรวยมหาศาล แต่สำหรับลูกหลานของคนที่ไม่ได้ประโยชน์จากการก่อหนี้ ตรงนี้น่าคิดอย่างที่คุณนิกแกว่าครับ
ส่วนที่ผมชื่นชมรัฐบาลอังกฤษเกี่ยวกับนโยบายนี้ อยู่ที่ความกล้าจะออกนโยบาย โดยไม่กลัวว่าจะเสียคะแนนเสียง ทั้งไม่กลัวว่า ถ้าดำเนินนโยบายนี้แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ จะถูกตำหนิติเตียนเสียๆ หายๆ เสียผู้เสียคนในทางการเมือง ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขวางโลก ขวางกระแส ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ เพราะความจริงถ้าเล่นไปตามกระแสผิดพลาดขึ้นมายังอ้างได้ว่า คนอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน ถ้าผิดอย่างนี้ไม่มีข้อแก้ตัวครับ
ผมอิจฉาคนอังกฤษที่มีโอกาสเลือกนโยบายที่แตกต่างอย่างมีสาระสำคัญของพรรคการเมือง และรัฐบาลที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ
สำหรับผมแล้ว การเสนอนโยบายลักษณะนี้ให้เลือกมีความสำคัญและสมบูรณ์ในตัวเองแล้ว เพื่อให้ชีวิตสมบูรณ์และมีความหมายยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครตอบได้ว่า นโยบายแต่ละนโยบายที่เสนอให้เลือก เมื่อนำมาใช้แล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะผลสำเร็จเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีสูตรตายตัวว่าหนึ่งบวกหนึ่งแล้วจะต้องเป็นสองเสมอ
ความจริงไม่เห็นจำเป็นต้องเลือก ถ้าพรรคการเมืองทุกพรรคเสนอนโยบายแนวเดียวกัน แข่งกันตรงที่ว่าใครจะใช้เงินเก่งกว่ากันเท่านั้น
เผอิญไม่มีทางเลือกครับ เลยต้องเลือกต่อไปเท่าที่มี ออมีทอฮุด







