
‘ไอซีที’ลั่นไปรษณีย์ ปล่อยกู้ได้ม.ค.ปีหน้า
ไอซีทีประสานคลัง พร้อมปั้นธนาคารคนจนฉลุย เริ่มปล่อยกู้ได้ ม.ค.ปีหน้า
ไอซีทีประสานคลัง พร้อมปั้นธนาคารคนจนฉลุย เริ่มปล่อยกู้ได้ ม.ค.ปีหน้า
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางไอซีทีได้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะผลักดันโครงการธนาคารคนจน หรือไมโครไฟแนนซ์ ให้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ในเดือน ม.ค.ปีหน้า
โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการ ให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ให้บริการปล่อยกู้ประชาชน ซึ่งจำลองมาจากธนาคารกามีน ประเทศบังกลาเทศ โดยจะเข้าไปปล่อยสินเชื่อรายย่อยระดับหลัก 1,000 บาทขึ้นไป แบบไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะเริ่มจากตำบลที่ยากจนและมีหนี้จำนวนมากของภาคอีสาน ภาคเหนือ ผ่านช่องทางสาขาของไปรษณีย์ที่มีอยู่กว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ
นายจุติ กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นโครงการใหม่ที่เริ่มดำเนินการภายใต้รัฐบาลชุดนี้ จึงมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ หากเทียบกับโครงการอื่นๆ ที่ไอซีทีต้องเร่งผลักดัน ไม่ว่าจะเป็น โครงการขยายโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศของทีโอที มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท โครงการซื้อ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ ของ กสท โทรคมนาคม ในวงเงิน 7,500 ล้านบาท ที่ล้วนแต่เป็นโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน จึงมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า รูปแบบเบื้องต้นนั้น จะให้บริการเพียงการปล่อยกู้เท่านั้น ไม่ใช่การทำธุรกิจธนาคารเต็มรูปแบบ เพราะถือเป็นเรื่องที่ยาก และลำบากมากสำหรับไปรษณีย์ ซึ่งขณะนี้การจัดตั้งบริษัทลูก ระหว่างไปรษณีย์ และธนาคารของรัฐ กำลังพิจารณาว่าใครจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าใด แต่เงินลงทุนนั้นน่าจะมาจากธนาคารรัฐ คือ ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารออมสิน
ขณะที่ไปรษณีย์จะลงทุนด้านไอทีซึ่งจะใช้ระบบจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ (เอ้าท์ซอร์ส) ดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการให้บริการปล่อยเงินกู้กับประชาชนในโครงการธนาคารคนจน กรณีที่เบี้ยวหนี้ จนเกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ไปรษณีย์ รับได้ น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 5%
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวถึงโครงการซื้อฮัทช์ว่า กสทฯ ยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะหากไม่ซื้อฮัทช์ กสทฯ จะต้องลงทุนติดตั้งโครงข่ายเอง ซึ่งใช้เวลามากกว่าทั้งยังไม่มีฐานลูกค้าเป็นของตัวเอง ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร.
สำหรับราคาเบื้องต้นเกือบ 7,500 ล้านบาท ที่หลายฝ่ายมีความเห็นว่าแพงไปนั้น หากต้องการให้ลดราคาลงมาอีก จะต้องเจรจากับทางฮัทช์อีกรอบ และไม่มั่นใจว่าทางฮัทช์จะยินยอมหรือไม่ เพราะในตอนแรกฮัทช์ต้องการขายที่ราคา 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งการที่กสทฯ ต่อรองได้ราคานี้ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว







