
เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติจริงหรือ??
.....พิริยะ ผลพิรุจห์
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แรงงานข้ามชาติในประเทศไทย (โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า และกัมพูชา) มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับประเทศทั้งสาม การขาดแคลนแรงงานไร้ทักษะในภาคธุรกิจ รวมไปถึงการพยายามลดต้นทุนจากการจ่ายค่าจ้างที่ถูกกว่า และปัจจัยทางสังคม เช่น การเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ของสังคมไทย เป็นต้น
แต่ทว่า เนื่องจากประเทศไทยมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากประเทศที่เป็นผู้รับแรงงานข้ามชาติอื่นๆ ในโลก (Migrant
’s Receiving Country) อยู่ตรงที่เรายังเป็นประเทศที่อยู่ในสถานะของประเทศกำลังพัฒนา (Developing Countries) ในขณะที่ประเทศที่เป็นผู้รับแรงงานข้ามชาติอื่นๆ มักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นประเด็นที่เป็นกังวลของหน่วยงานราชการและแวดวงวิชาการทางด้านนี้ก็คือ ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเปิดรับแรงงานข้ามชาติจำนวนมากนี้แล้วหรือยัง ประเทศไทยควรจะมีวิธีบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ (Migration Management) นี้อย่างไร และแรงงานข้ามชาติส่งผลดีและผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่อย่างไรถ้าจะวิเคราะห์ในแต่ละด้าน ในด้านของผลดี (Benefit) งานศึกษาทางวิชาการในประเทศไทยทุกชิ้นต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การจ้างแรงงานข้ามชาติไม่เฉพาะเพียงแต่จะส่งผลดีต่อการสนับสนุนการลงทุนในภาคเอกชนและช่วยสร้างความเจริญเติบโตต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมแล้ว แรงงานข้ามชาติยังช่วยลดการขาดแคลนแรงงาน (Labor Shortage) ทั้งในภาคการผลิตที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น (เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคการประมง ภาคการก่อสร้าง และค้าปลีก) และนอกภาคการผลิต อย่างเช่น คนช่วยงานในบ้าน รวมไปถึงยังช่วยในการรักษาสถานะทางการแข่งขันของภาคเอกชนไทยในตลาดโลกจากการประหยัดต้นทุนค่าจ้าง (Cost Competitiveness) ในการว่าจ้างแรงงานข้ามชาติเหล่านี้
ในด้านของผลเสีย งานศึกษาอีกจำนวนหนึ่งเห็นว่า การจ้างแรงงานข้ามชาติจะส่งผลดีแค่กับนายจ้างและผู้ประกอบการไทย (รวมไปถึงตัวแรงงานข้ามชาติเอง) เท่านั้น ในขณะที่ผลเสียจะตกอยู่กับแรงงานไทย โดยการศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า การจ้างแรงงานข้ามชาติจะส่งผลกระทบต่อ
“การลดลงของค่าจ้างที่จ่ายให้กับคนไทย” โดยเฉพาะกลุ่มคนงานไทยที่ไร้ทักษะ (Unskilled Thai Labors) ที่อาจมีโอกาสที่จะถูกนายจ้างตัดค่าแรงหรือไล่ออกจากงานโดยไปเลือกจ้างแรงงานข้ามชาติทดแทน นอกจากนี้ การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นต่อการใช้จ่ายของภาครัฐในการครอบคลุมถึงสวัสดิการทางสังคมพื้นฐาน (เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล) ที่จะต้องจัดเตรียมให้แก่แรงงานข้ามชาติเหล่านั้นอย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เป็น
“เศรษฐกิจฐานความรู้” (KnowledgeBased Economy) การเร่งพัฒนาทักษะของแรงงานไทยและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) เป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ความน่ากังวลใจก็คือ “มีโอกาสที่แรงงานข้ามชาติเหล่านั้นจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้”จากการศึกษาชิ้นล่าสุดของผมที่ทำให้กับธนาคารโลก (World Bank) พบว่า ถึงแม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์จากการจ้างแรงงานข้ามชาติตามที่อธิบายไว้ข้างต้นก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวเกิดขึ้นแค่เพียงในระยะสั้น (ShortTerm Benefit) เท่านั้น การจ้างแรงงานข้ามชาติกลับส่งผลเสียต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว (LongTerm) โดยพบว่าถ้าภาคอุตสาหกรรมมีการจ้างแรงงานข้ามชาติที่ไร้ทักษะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 จะส่งผลต่อการลดลงของความน่าจำเป็นในการลงทุนในด้านการวิจัยและการพัฒนา (R&D) 4 เปอร์เซ็นต์, ลดความน่าจำเป็นของการฝึกอบรมแรงงาน (Training) อีกร้อยละ 3 และทำให้ผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) ลดลงอีกร้อยละ 5 โดยผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบทางลบเหล่านี้เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดชายแดนมากกว่าที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง นอกจากนี้ยังเกิดกับภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นที่เห็นความสำคัญของการผลิตที่เน้นค่าจ้างราคาถูก (เช่น ภาคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม) มากกว่าภาคการผลิตที่เน้นใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ภาคอุตสาหกรรมไทยอาจไปมุ่งที่การประหยัดต้นทุนทางผลิตจากการจ้างแรงงานข้ามชาติราคาถูก โดยอาจละเลยความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มทักษะแรงงานภายในโรงงาน หรือเป็นการดำเนินกลยุทธ์แบบ LaborSaving Technology Strategies ซึ่งในท้ายที่สุดก็ไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาวแต่อย่างไร
ผลการศึกษาข้างต้นได้นำข้อเสนอแนะในเชิงของนโยบายสำหรับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการจ้างแรงงานข้ามชาติแบบชั่วคราว (Temporary Migration Employment Program) โดยเน้นดึงดูดแรงงานข้ามชาติที่มีทักษะ (Skilled Migrants) เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องลดขั้นตอนการจดทะเบียน และพยายามนำแรงงานข้ามชาติเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการที่ถูกกฎหมาย เพื่อที่ภาครัฐจะสามารถทราบถึงจำนวนของแรงงานข้ามชาติและสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานข้ามชาติ (Migrant Levy) ได้ หลายฝ่ายอาจมองว่าการเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานข้ามชาติอาจส่งผลเสียต่อต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นในระยะยาว แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่า ประเทศไทยเองได้พยายามออกกฎหมายเพื่อดูแลและให้บริการสิทธิและสวัสดิการแก่แรงงานข้ามชาติอย่างพอสมควรแล้ว อย่างน้อยแรงงานข้ามชาติเหล่านั้นก็น่าจะจ่ายเงินบางส่วนในการช่วยเหลือสวัสดิการสังคมของประเทศไทยบ้าง รัฐบาลต้องอย่าลืมว่ายังมีคนไทยอีกมากที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม
นอกจากนี้ การควบคุมและการกำกับดูแลแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญและควรถูกยกให้เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติและมีองค์กรอิสระที่แยกออกจากกระทรวงแรงงานเพื่อดูแลเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นในอนาคตเราอาจจะแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นคนไทยและใครไม่ใช่คนไทย







