
รอยด่างของกฏหมายไทย ชนวนความเข็ดขยายของนักลงทุน
ฉากความล้มเหลวของการประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3จี ในประเทศไทยช่วงสัปดาห์นี้ กำลังเป็นเหมือนอีกหนึ่งจุดไคลแมกซ์ที่ช่วยตอกย้ำภาพความไม่แน่ไม่นอนของบ้านเราในสายตาต่างชาติ และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี
ฉากความล้มเหลวของการประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3จี ในประเทศไทยช่วงสัปดาห์นี้ กำลังเป็นเหมือนอีกหนึ่งจุดไคลแมกซ์ที่ช่วยตอกย้ำภาพความไม่แน่ไม่นอนของบ้านเราในสายตาต่างชาติ และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ข่าวการประมูลใบอนุญาตเป็นที่ครึกโครมไปทั่วโลก นักลงทุนและผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมอีกฟากโลกได้รับรู้ข่าวสารดังกล่าวไปทั่ว
การตัดสินระงับการประมูลที่เกิดขึ้นก็ทำเอานักลงทุนสะดุ้ง เร่งเทขายหุ้นสื่อสารที่โยงใยในประเด็น 3จี ร่วงกราวรูด
ย้อนกลับไปราว 1 ปีก่อน ในเดือน ก.ย.นี่เอง ภาวะคล้ายกันเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว เมื่อครั้งที่โครงการยักษ์ 76 โครงการของมาบตาพุด โดนระงับ ทำเอาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมก็จับมือกันดิ่งลงเหวแบบเดียวกันนี้
ภาวะที่เกิดขึ้นในเวลานี้จึงไม่ต่างจากการย้อนภาพเก่าๆ ในต่างชาติได้เห็น
กฎหมายไทยพิกลพิการขนาดนั้นเชียวหรือ...
สื่อยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจและการเงินของสหรัฐอย่างบลูมเบิร์กตั้งข้อสังเกต บวกความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบความมั่นคงในเชิงนโยบายของรัฐ
ไทย ในฐานะประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติแบบเป็นรองจากเวียดนาม และสิงคโปร์ หลายขุม
หนำซ้ำการตัดสินใจของศาลใน 2 ประเด็น ทั้งมาบตาพุด และ 3จี ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่า ความพยายามในการยกระดับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศนั้นก็ยิ่งเจือจางลงไปอีก
แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นการลบพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และรากฐานความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีอยู่เดิมให้จางหายลงไปอย่างราบคาบ แต่ประเด็นยักษ์ทางเศรษฐกิจของไทยถึงสองประเด็นเกิดขึ้นในเวลาต่างกันไม่นาน นั่นย่อมสร้างความเสื่อมถอย และรอยด่างพร้อยแห่งศรัทธาและความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้สั่นคลอนลงไปไม่มากก็น้อย
ชัดเจนมากว่า ความไม่มั่นคงของนโยบายจึงกลายเป็นเรื่องที่ก่อความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติมากที่สุดในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย
ยืนยันด้วยรายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ซึ่งเปิดเผยผลสำรวจของผู้บริหาร 1.3 หมื่นคนทั่วโลก โดยระบุว่า จากทั้ง 12 เสาหลักที่เป็นปัจจัยช่วยผลักดันศักยภาพทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจนั้น ระบบสาธารณูปโภคเป็นเรื่องประเด็นที่ผลักดันเศรษฐกิจไทยน้อยที่สุด
อีกทั้งสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติเกรงกลัวมากที่สุดคือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย
แอนดรูว์ ยาเตส หัวหน้าฝ่ายการขายต่างประเทศของเอเชีย พลัส ซิเคียวริตี ให้สัมภาษณ์กับทางบลูมเบิร์กไว้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงการเน้นให้เห็นถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของการปฏิวัติที่ประเทศไทยกำลังชดใช้
ตอกย้ำด้วยสถิติจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุไว้ว่า เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยสามารถโกยเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้ราว 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรองจากสิงคโปร์ และเวียดนาม
ทว่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 2006 ขณะนั้นประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนตรงจากต่างประเทศมากกว่าคู่แข่งตัวฉกาจภายในภูมิภาคอย่างเวียดนามถึง 5 เท่า
ในมุมมองต่างชาติสิ่งที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจากกฎหมายเป็นประเด็นหลัก
เมื่อเดือน ก.ย. 2552 ศาลระงับการเดินหน้า 76 โครงการซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่น ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่รัฐบาลเคยได้อนุมัติให้ดำเนินการไปแล้ว โดยศาลให้เหตุผลว่า โครงการเหล่านั้นไม่เป็นไปตามกฎหมายมาตราที่ 67 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งทุกโครงการไม่ได้มีการประเมินผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
การตัดสินดังกล่าวทำให้แผนการลงทุนของ ดาว เคมีคอล บริษัทเคมียักษ์ใหญ่ในสหรัฐ บลูสโคป สตีล บริษัทลงทุนจากออสเตรเลียรายใหญ่ที่สุดในไทย รวมทั้ง ปตท. และสยาม ซีเมนต์ ต้องระงับชั่วคราว
ในเวลานั้น การระงับเกิดขึ้นท่ามกลางความดีใจของผู้ที่เสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทว่าในสายตาต่างชาติมีประเด็นที่ลึกลงไปกว่านั้น
เบื้องลึกคือความขัดแย้งทางกฎหมาย
อลาสแตร์ เฮนเดอร์สัน จากสำนักงานกฎหมายและทนายความ เฮอร์เบิร์ธ สมิธ กล่าวว่า ปัญหาคือกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้ไม่ได้ผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผลกระทบที่จะขยายวงกว้างออกไปก็คือ นักลงทุนต่างชาติก็จะมองว่าประเทศไทยยังคงมีความไม่แน่นอน และยังไร้เสถียรภาพในทางกฎหมาย
สิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของนักกฎหมาย และผ่านสายตาของนักลงทุนต่างชาติก็คือ การตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วความไม่แน่นอนเหล่านี้จะผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นแหล่งที่น่าลงทุนในสายตาของต่างชาติได้อย่างไร
คำถามนี้คงต้องยอมรับว่า สิ่งที่ตามมาคือ ความหวังไม่มากก็น้อยของมิตรประเทศที่พร้อมโผเข้ากอดโอกาสที่ผู้มีอำนาจนำไทยได้ผูกเงื่อนเอาไว้
เหมือนกันกับเวลานี้ ที่มีการระงับการประมูลใบอนุญาต 3จี ซึ่งถูกดองมายาวนาน จนปล่อยให้เพื่อนบ้านทิ้งไทยไปไกลแบบไม่เห็นแม้แต่ปลายฝุ่น ทิ้งให้ไทยเดียวดายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่งตีความกฎหมาย เล่นแร่แปรธาตุภายในประเทศต่อไป
บลูมเบิร์กเชื่อว่า สิ่งที่เทคโนโลยีไทยยังไม่ก้าวล้ำนำสมัยใช้ 2จี อยู่ร่ำไป เพราะเจ้าหน้าที่ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 โดนล้มไปในช่วงรัฐประหาร สส.ต้องอนุมัติกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550
นั่นจึงเป็นความไม่แน่นอนของกฎหมายไทย ที่กำลังก่อให้เกิดกระแสวิตกว่าอาจจะทำให้ต่างชาติกำลัง “เมิน” ประเทศไทย
ดังนั้น จึงชี้ได้ว่า ความน่าหวาดผวาของกฎหมายที่ยังคงมีความขัดแย้ง และไม่แน่นอนจากรอยด่างพร้อยที่เกิดขึ้นจากยุคของการรัฐประหาร ชนวนความเจ็บช้ำที่คนไทยเองก็ไม่เคยปล่อยให้เป็นแผลที่แห้งและตกสะเก็ดไป อีกทั้งยังปล่อยให้เรื่องดังกล่าวเป็นบาดแผลที่หยั่งรากลึกกัดกินประเทศเรื่อยมา สิ่งเหล่านั้นยังไม่ได้ทำให้ไทยวอดวายในสายตานักลงทุน
อย่างไรก็ดี จะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่กัดกิน และลดทอนความน่าสนใจในมุมมองนักลงทุนก็คงไม่ใช่เรื่องดี
นักลงทุนไม่มอง การลงทุนไม่มา แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทยอาจถึงทางตัน







