
ยกเครื่องโทรคมฯ
รัฐบาลคงต้องใช้ช่วงสุญญากาศทางโทรคมนาคมของเมืองไทย เร่งยกเครื่องระบบโทรคมนาคมประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
หลังศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลางคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวให้ระงับการอนุญาตใช้คลื่นความถี่ เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไอเอ็มที ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และการดำเนินการต่อไปตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ส่งผลให้ กทช.ไม่สามารถเดินหน้าเปิดประมูลใบอนุญาตหรือไลเซนส์ 3จี ต่อไปได้
ระหว่างที่ศาลปกครองกลางคุ้มครองชั่วคราว เพื่อรอการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของ กทช. ในการออกใบอนุญาต 3จี ว่าสามารถให้ไลเซนส์ 3จี ได้หรือไม่
ช่วงนี้รัฐบาลน่าจะเร่งพัฒนาระบบโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งตามแผนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย หรือแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 มี 4 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ แปรสัมปทานแผนพัฒนาอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ แผนพัฒนาอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สาย และแผนนโยบายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์แห่งชาติ โดยทั้งหมดนี้จะต้องเสร็จภายใน 2 ปี ทั้งนี้แผนแม่บทไอซีที ฉบับ 2 หนึ่งในนั้นมีแผนพัฒนาหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งรัฐบาลนำมาใช้เป็นข้ออ้างเบรกเปิดประมูลไลเซนส์ 3จี ของ กทช. เพื่อไม่ให้รายได้ที่เข้ารัฐวิสาหกิจต้องหายไป
ในเมื่อมีช่วงเวลาจะพัฒนาหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองแล้ว รัฐบาลควรเร่งเดินหน้าให้เป็นรูปธรรม อย่าให้มีการเมืองหรือผลประโยชน์กว่าปีละ 2 แสนล้านบาท เข้ามาทำให้ 2 รัฐวิสาหกิจของรัฐ ทั้งทีโอที และ กสทฯ ต้องโดนทำให้หง่อยเปลี้ยเสียขาเหมือนที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ ทั้งที่รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งมีความพร้อมทางด้านคนที่มีความเชี่ยวชาญในวงการโทรคมนาคมอยู่เป็นจำนวนมาก มีคลื่นความถี่ที่สามารถให้บริการด้วยความเร็วได้เกือบ 3จี
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทั้งทีโอที และ กสทฯ ยังคงโดนการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์เข้าไปทึ้งเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจที่มีผลประโยชน์มากหลายแห่ง โดยเฉพาะในช่วงที่กลุ่มโทรคมนาคมขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารประเทศ หรือมีส่วนสนับสนุนนักการเมืองที่ขึ้นมาบริหารประเทศ ทำให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที รวมไปถึงผู้บริหารที่สรรหาเข้าไปนั่งบริหารทีโอที และ กสทฯ เต็มไปด้วยการเมือง จนกลายเป็นหน่วยงานแค่เสือนอนกินเก็บค่าต๋ง มีรายได้กว่าครึ่งมาจากค่าสัมปทานที่ขอแบ่งจากเอกชนผู้รับสัมปทาน ขาดความสามารถในการวิจัยพัฒนาระบบโทรคมนาคม ทั้งที่มีความได้เปรียบในคลื่นความถี่กว่าเอกชน
รัฐบาลจึงควรเร่งผ่าตัดหน่วยงานทั้งสองโดยด่วน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทั้งสองสามารถแข่งขันกับเอกชนได้ เมื่อองค์การอิสระ กทช. หรือต้องรอตั้ง กสทช. ขึ้นมาให้ไลเซนส์ เพราะหากถึงเวลานั้นแล้วรัฐบาลยังปากว่าตาขยิบ พูดเพื่อคะแนนเสียงว่าอยากให้เกิด 3จี โดยเร็วเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับพยายามใช้วิธีการที่รัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่ายากจะเกิด 3จี ได้ ทว่าทำเพื่อรักษาประโยชน์รายได้เข้ารัฐมากกว่า การมุ่งกระจายประโยชน์ให้กับประชาชนจากการใช้ 3จี หรือทำแบบมีวาระการเมืองอื่นซ่อนอยู่
เพราะเมื่อถึงเวลานั้น เชื่อว่ารัฐบาลคงต้องโดนกระหน่ำจนอยู่ไม่ได้แน่ เพราะการเสียโอกาสของประชาชนในการใช้ 3จี ครั้งนี้ เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความล้าหลังทางเทคโนโลยีแล้ว







