
ฟังคนฟังพระใช้หลักเดียวกัน
.....เจษฏ์ โทณะวณิก
ได้มีโอกาสฟังคนพูดมาก็พอสมควร สดับตรับฟังพระเทศน์มาก็บ้าง แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเชื่ออะไรได้ เชื่ออะไรไม่ได้ ในส่วนของคนก็ไม่ได้ประมาทธรรมของผู้ใด แต่ด้วยปัญญาอันอ่อนด้อย จึงไม่รู้จะอาศัยอะไรเป็นดัชนีช่วยว่าคนใดพูดเชื่อได้ เชื่อไม่ได้ฉันใด ทางโสตของพระ ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงพ่อทั้งหลายท่านก็ชี้ทางธรรมอันสว่างไว้มาก แต่ก็อีกนั่นแหละ ด้วยปัญญาแม้กระผีกแสงหิ่งห้อยก็ยังไม่มี จึงไม่รู้อีกเช่นกันว่าอันใดควรเชื่อเช่นไร
ลองมองหาเครื่องช่วยในการกำหนดความเชื่อ ก็ไปพบหลักที่เรียกกันสั้นๆ ว่า
“กาลามสูตร” ความว่า“
สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปถึงนิคมของพวกกาลามะชื่อว่าเกสปุตตะ พวกชนกาลามโคตรชาวเกสปุตตนิคมได้ทราบว่าพระองค์เสด็จมาถึง ทั้งทราบกิตติศัพท์แห่งพระพุทธคุณของพระองค์ จึงพากันไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับและกราบทูลพระองค์ว่า ได้มีสมณพราหมณ์ที่มายังเกสปุตตนิคมนี้ สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อพระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้นใครพูดจริง ใครพูดเท็จพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกาลามชนทั้งหลายก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย 1.อย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา 2.อย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา 3.อย่าได้เชื่อถือโดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้ 4.อย่าได้เชื่อถือโดยอ้างตำรา 5.อย่าได้เชื่อถือโดยเดาเอาเอง 6.อย่าได้เชื่อถือโดยคาดคะเน 7.อย่าได้เชื่อถือโดยความตรึกตามอาการ 8.อย่าได้เชื่อถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว 9.อย่าได้เชื่อถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ 10.อย่าได้เชื่อถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา (ตัวเลขนั้นผู้เขียนเติมเพื่อให้เห็นว่ามี 10 ข้อ)
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย เราได้กล่าวคำใดไว้ว่า ดูกรกาลามชนทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา...อย่าได้ยึดถือโดยนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้สมบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา...อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ 4 ประการ ในปัจจุบันว่า
ก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่องให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจ ข้อที่ 1 นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วไม่มี เราไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์เป็นสุข บริหารตนอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ 2 นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ชื่อว่าทำบาป เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเรา ผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมเล่า ดังนี้ ความอุ่นใจในข้อที่ 3 นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ไม่ชื่อว่าทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็นตนว่า เป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจในข้อที่ 4 นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตใจไม่เศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ 4 ประการนี้แลในปัจจุบัน
”ไม่อาจจะอธิบายไปมากกว่าสิ่งอันนำบางส่วน บางตอน ของพุทธพจน์มาเล่าสู่กัน ด้วยที่บอกไปว่าปัญญานั้นมีน้อยนิดเหลือเกิน แต่ก็หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้พบว่าอันใดคือหลักแห่งความเชื่อที่จะนำตน นำตัวยืนอยู่โดยไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ และเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อได้
อันใดไหนอื่นอาจกล่าวได้ยากว่า One size fits all ขนาดเดียว หรืออย่างเดียวใช้ได้หมด แต่กาลามสูตร สูตรเดียวกล่าวได้เต็มปากว่าใช้ได้เลิศฟ้าจบดิน







