posttoday
เกษตรกรลดหาย นายทุนครองปัจจัยการผลิต

เกษตรกรลดหาย นายทุนครองปัจจัยการผลิต

24 กันยายน 2553

...สุนทร พงษ์เผ่า

ปัญหาเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลทุกยุคสมัยต่างประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่เนื้อแท้ของการแก้ปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า ล่าสุดร่าง พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนาเป็นอีกความพยายามที่ถูกจับตาวิพากษ์

สุธรรม วิชชุไตรภพ รองประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนาเป็นเรื่องที่ดีที่เกษตรกรพยายามผลักดันมานานหลายสมัยแล้ว แต่ไม่เคยบังเกิดผล เมื่อรัฐบาลชุดนี้จะทำให้เป็นจริงก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่อยากให้เป็นการขายฝันแก่เกษตรกร เพราะเพียงแค่ต้องการเสียงจากประชาชนทั่วประเทศเท่านั้น

“ในภาพรวมถือว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ มีการให้สิทธิชาวนาเข้าไปมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น ซึ่งก็มีหลายข้อที่ต้องมีการปรับแก้ก่อนที่จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนส่งให้ ครม.เพื่อเสนอสภาพิจารณาเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป”

สุธรรมเห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายปมประเด็นที่เชื่อว่าจะสามารถหาจุดที่ลงตัวของรัฐและชาวนาได้ เช่น การจ่ายเงินสมทบ ซึ่งเขาเห็นว่าการจัดเก็บจากชาวนาบ้างเล็กน้อยเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ชาวนาเห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของเงินตาม พ.ร.บ. มิใช่เงินที่มาให้ฟรีๆ ซึ่งจะทำให้ขาดความใกล้ชิดและความรักที่จะพัฒนากองทุน เพียงแต่ตัวเลขที่รัฐบาลเสนอมานั้นถือว่าสูงเกินไป ดังนั้นหากจัดเก็บเงินสมทบต้องปรับลดตัวเลขลงให้มากกว่าที่กำหมดมาในร่าง พ.ร.บ.

“หากรัฐบาลทำในเรื่อง พ.ร.บ.สวัสดิการชาวนาสำเร็จอยากให้ขยายผลต่อไปถึงเกษตรกรทุกสาขาอาชีพของประเทศไทยอีกด้วย เพราะเกษตรกรทั้งประเทศมีปัญหาเรื่องความยากจนเหมือนกันหมด และทุกคนก็เป็นคนไทย ควรได้รับสิทธิการช่วยเหลือเช่นเดียวกับชาวนา” สุธรรม กล่าวย้ำ

สำหรับความคาดหวังต่อนโยบายของรัฐบาลต่อเกษตรกรนั้น เขากล่าวว่า ไม่อยากให้นักการเมืองเอาความยากจนของชาวนาและเกษตรกรทุกสาขาอาชีพมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียงเพื่อหวังผลคะแนน แต่อยากให้ช่วยเหลืออย่างจริงใจ คำพูดที่เยินยอว่าเกษตรกรทำการเกษตรเลี้ยงคนทั้งประเทศนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นผลตอบแทนกลับมาถึงคนอาบเหงื่อต่างน้ำทำการเกษตร

“พวกเราทำงานผลิตอาหารเพื่อคนอื่น แต่พวกเรากลับย่ำแย่แทบไม่มีอะไรกิน เกษตรกรทั่วประเทศทุกสาขาอาชีพกว่า 90% ต่างก็ถูกเอาเปรียบจากระบบทุนและนโยบายราคาสินค้าเกษตรของรัฐ”

ความห่วงใยของเขามากด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งพบว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีเกษตรกรกว่า 80% และตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะคนที่ทำการเกษตรไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเกษตร โดยตัวเลขลดลงมาที่ 20% และปัจจุบันหลายฝ่ายมองว่าจะเหลือที่ประมาณ 12% เท่านั้น อนาคตในอีก 35 ปี เชื่อว่าตัวเลขของเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดินและเป็นเจ้าของกิจการเกษตรจะเหลือไม่ถึง 5% แน่นอน

“เกษตรกรส่วนใหญ่จะผันตัวเองไปเป็นลูกจ้างในฟาร์มของบริษัทนายทุนใหญ่ๆ ที่เข้ามาซื้อที่ดินและทำธุรกิจเกษตรครบวงจร”

สิ่งที่เขากังวลก็คือ เมื่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาควบคุมการเกษตร ก็จะมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าเกษตร ต่อไปคนไทยจะซื้อสินค้าเกษตรแพงมากขึ้น ที่เห็นชัดแล้วคือธุรกิจสัตว์ปีกและไข่ไก่ ไข่เป็ด ที่กลุ่มทุนผูกขาดทั้งหมด แล้วต่อไปจะเป็นเรื่องข้าว นายทุนเป็นเจ้าของที่นา จะทำนาเองแบบครบวงจร ชาวนาจะไม่มีนาให้เช่า และผันตัวเองเป็นลูกจ้างทำนา เมื่อนั้นราคาข้าวในท้องตลาดจะแพงมากขึ้นและกลุ่มทุนจะได้ประโยชน์ โดยเชื่อว่าข้าวบรรจุถุง 5 กิโลกรัม อาจแพงสูงขึ้นกว่า 300 บาท และเงินทั้งหมดเข้ากลุ่มทุนการเกษตรแทนชาวนา

สัญญาณร้ายที่รองประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ฉายภาพจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายที่สอดคล้องกับปัญหา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท