posttoday
การต่อสู้ระหว่างเหลือง-แดง : ฐานะทางประวัติศาสตร์

การต่อสู้ระหว่างเหลือง-แดง : ฐานะทางประวัติศาสตร์

24 กันยายน 2553

....จำลอง บุญสอง

ในการสร้างตึกก็ดี ในการสร้างเครื่องบินก็ดี ในการสร้างระเบิดปรมาณูก็ดี สร้างรถยนต์ก็ดี การสร้างบ้านสร้างเมืองก็ดีจำต้องใช้ “หลักวิชา” ที่ประยุกต์ขึ้นจากความจริงแท้ (Reality) ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

มีคนจำนวนไม่น้อยในประเทศเรา ที่พยายามสร้างการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย” ขึ้นมาเพื่อจะใช้ให้มันเป็น “พาหะ” ที่จะนำพาชีวิตของคนไทยทั้งมวล ก้าวออกจากการปกครองที่ฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบ (Double Standard) ที่ทำให้คนและตระกูลรวยเพียงไม่กี่ตระกูลใช้ “มือลับ” ทางการเมือง “สูบ” “รายได้แห่งชาติ” นับหมื่นนับแสนล้านเอาไปกองบนหน้าตัก โดยมีผู้คนนับจำนวนสิบๆ ล้านๆ ต้องเป็น “หนี้” ที่ใช้ไม่มีวันหมดของพวกเขา

การอำนวยการของ “ระบอบเผด็จการรัฐสภาและระบอบเผด็จการทหารที่ “สับขา” กันเข้ามาหลอกเป็นวงจรอุบาทว์ โดยมี “รัฐธรรมนูญ” เป็นเครื่องจักรของวงจรนี้

เหยื่อจำนวนมาก “ถูกหลอกมาฆ่า” ด้วย “รัฐธรรมนูญ” แทนที่จะเป็น “ประชาธิปไตย” ด้วยเข้าใจผิดๆ คิดว่า “รัฐธรรมนูญ” คือสิ่งที่จะพาชีวิตไทยไปสู่สังคมแห่งเสรีภาพและเสมอภาคได้

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ดี พฤษภาทมิฬก็ดี การต่อสู้ของเหลืองและแดงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและจบลงด้วยการถูกฆ่าอย่างทารุณบน Killing Field ราชประสงค์ ก็ด้วยเรื่องการเรียกร้องให้ได้มาซึ่ง “รัฐธรรมนูญ กูมึง” เพื่อเลือกตั้ง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ภายใต้การอำนวยการของระบอบเผด็จการเดิม

นี่เองที่ฐานะทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของประชาชนทั้งเหลืองและแดง “ด้อยค่า” ด้วยเพราะตั้งอยู่บน “มิจฉาทิฐิ”

การ “ติดกับ” “โจทย์ลวง” ของเผด็จการที่ใช้ “นักตำราการบริกร” “เนติบริกร” ที่มีสถานภาพเป็น “ครูบาอาจารย์” มาหลอกประชาชนให้ “หลงทาง” ย่อมทำให้จุดมุ่งหมายถูกบิดเบือนไป ยิ่งถ้าเราตี “โจทย์ปัญหาแห่งชาติ” ปมนี้ไม่แตก คนไทยเราก็จะถูกตระกูลผู้ครองอำนาจทางการเมือง “หน้าเดิม” กดขี่ขูดรีดเหมือนที่เคยขูดรีดกันมาแล้วถึง 77 ปี

ประเทศประชาธิปไตยในโลกนี้ ได้สร้าง Know How ทางการเมือง ให้เราได้รู้แล้วว่า การสร้างการเมืองที่ให้เสรีภาพและเสมอภาคนั้นทำได้โดยวิธีใด แต่ถ้า “สัมมาทิฐิ” ทางการเมืองของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยยังไม่เกิด ด้วยเราไปหลงอยู่แต่เรื่อง “รัฐธรรมนูญ” โดยไม่สนใจเรียกร้องประชาธิปไตย คิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน ประชาธิปไตยแบบไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้าเราต็มไปทต่่ระดับต่ำยันระดับาชีพช่วยหลอกมีการชุมนุมทางการเมืองใหญ่ๆตยอย่างสุดจิตสุดใจเท่านั้นตีโจทย์ปัญหาชาติไม่ออกเราคงต้องจ่าย “ชีวิต” เป็นค่าลงทะเบียนกันไปเรื่อยๆ โดยไม่เกิดมรรคผลทางการเมืองที่เราต้องการเลย

ผู้รู้วิชาการสร้างบ้านสร้างเมืองอย่างอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยช่วยชี้แนะทางการเมืองให้ ในกาลเทศะที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปฏิวัติ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้ อุปสรรคที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ “ผู้ปกครอง” อาจารย์ประเสริฐพร่ำสอนลูกศิษย์ผู้สืบทอดต่อมาว่า ปัญหาการเมืองไทยเป็นปัญหาของระบอบ ไม่ใช่ปัญหาคน คนคดก็เพราะระบอบคด น้ำคดก็เพราะคลองคด ท่านจึงเสนอ “การปฏิวัติสันติ” ที่นอกจากจะช่วยให้ผู้ปกครองหลุดพ้นออกจาก “กฎแห่งกรรม” ของระบบทุนนิยม “บดขยี้” แล้ว ยังไม่ต้องการให้ประชาชนต้องเสียชีวิตในการเรียนวิชา “สร้างบ้านสร้างเมืองไทย” ด้วย

แต่เมื่อสถานการณ์ปฏิวัติยังมาไม่ถึง ผู้ปกครองจึงยัง “มีดวงตาไม่เห็นธรรม” ประชาชนก็มีดวงตาไม่เห็นธรรม เห็น “คน” บ้าง เห็น “รัฐธรรมนูญ” บ้าง “เป็นทางออก” มุ่งแต่การแสวงหา “คนดี” หา “รัฐธรรมนูญดี” จนเราร่ำรวยรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก คนดีปราชญ์เต็มบ้านเต็มเมืองแต่เราก็ยังหาทางออกกันไม่ได้

วันนี้จอมเผด็จการโยน “ขอนไม้” “การปฏิรูปประเทศ” (เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญบวกกลลวงอื่นๆ 10 เรื่อง เช่น สร้างจิตสำนึกใหม่คนไทย สร้างธรรมาธิการการเมืองการปกครองไทย สร้างระบบสวัสดิการสังคมไทยที่ก้าวหน้า ฯลฯ) ลงมา เพื่อเบี่ยงเบนการปฏิวัติของประชาชน อวิชชาตำราการบางคนกระโดดเกาะ “กินเบี้ยเลี้ยงประชุม” กันอย่างร่าเริง โดยไม่แคร์ต่อความพินาศของราษฎร

การ “เห็นผิดเป็นถูก” เห็น “กงจักรเป็นดอกบัว” นี่เอง ที่ทำให้ประเทศไทย “ตกรุ่นการปฏิวัติ” ขณะที่ประเทศปฏิวัติก้าวหน้ากันจนจะ “เปลี่ยนยุค” กันแล้ว

การแยกถูกแยกผิดไม่ได้จนถูกยิงตายอย่างน่าสมเพช แทนที่จะได้ถูกจารึกชื่อในฐานะวีรชนแห่งชาติผู้เสียสละเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ตนประโยชน์ท่านก็ไม่เกิดขึ้น เพราะไป “มิจฉาทิฐิ” เห็นรัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย

ปล.วันนี้ระบอบเผด็จการกำลัง “กัดกินตัวเอง” อย่างที่สุด ความเน่าเฟะอันเกิดจาก “ระบอบพิษ” ดังกล่าว กำลังผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ เพื่อ “ฟ้อง” ความผิดของตัวมันเอง และเพื่อแสดงอาการเพื่อการบ่งชี้ว่าถึงเวลาปฏิวัติ (Revolution) แล้ว

การ “กระชับพื้นที่ประชาชน” ที่ผ่านมากลับกลายเป็น “แสงสว่าง” ส่องให้ประชาชนเห็นถึงความเป็น “เผด็จการ” ของ “ระบอบอาชญากร” นี้ชัดขึ้น หลังจากถูกทำ “Propaganda ซ้ำๆ” จนคิดว่าเป็นเรื่องจริง การมีดวงตาเห็นธรรมของประชาชนนี้เองที่กลายมาเป็น “บ่วง” ที่ถูกประชาชน “กระชับวงล้อม” คืนต่อเผด็จการจนหวั่นไหว ถ้าไม่หวั่นไหวคงไม่มีทางออกให้ด้วยปฏิรูปประเทศ เสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือการปรองดองแบบผสมสี เพื่อลดแรงกดดัน!

แต่ตราบใดที่กฎพื้นฐานเผด็จการ (อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย) ยังไม่เปลี่ยนเป็นอำนาจอธิปไตยปวงชน มรรควิธีใดๆ ก็เป็นกลลวงทั้งสิ้น

อย่าใช้วิธีรัฐประหารเพื่อสลายเงื่อนไขสงคราม (รัฐบาล) ออกจากไฟที่กำลังลามขึ้นมาอย่างเงียบๆ เลยครับ เพราะการรัฐประหารจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ประชาชนเห็นหน้าตาเผด็จการชัดขึ้น ทางรอดทางเดียวที่จำต้องทำอย่างอุกฤษฏ์ก็คือหันมาสารภาพความผิดต่อหน้าประชาชนอย่างผู้สำนึกผิดแล้วร่วมมือกับประชาชนในการสร้างประชาธิปไตยอย่างสุดจิตสุดใจเท่านั้นจึงจะรอดทั้งตนและประเทศชาติ

อย่ามาเรียกร้องให้ฝ่ายประชาธิปไตยไปร่วมมือด้วย เพราะวันนี้การเมืองเป็นเรื่องของประชาชนไปแล้ว!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท