
World Competitiveness Ranking 2017
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อเร็วๆ นี้ IMD ได้มีการเผยแพร่ผลการจัดอันดับ World Competitiveness Ranking ประจำปี 2017
โดย...ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อเร็วๆ นี้ IMD ได้มีการเผยแพร่ผลการจัดอันดับ World Competitiveness Ranking ประจำปี 2017 ซึ่งเป็นการจัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่างๆ เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจด้านการลงทุนในประเทศต่างๆ
รวมทั้งเป็นเหมือน “กระจกสะท้อน” ให้แก่ผู้ดำเนินนโยบาย (Policy Makers) ของแต่ละประเทศว่าในปีที่ผ่านมามาตรการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปประสบความสำเร็จเพียงใด และในปีต่อไปควรให้ความสำคัญและจุดเน้นในการพัฒนาประเทศด้านใดบ้าง
เป็นที่น่ายินดีว่าในภาพรวมจากการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของ 63 ประเทศในปีนี้ ประเทศไทยมีลำดับที่ดีขึ้น 1 อันดับมาอยู่ที่ลำดับที่ 27 ในปีนี้ครับ โดย IMD มองว่าประเทศไทยยังคงมีความท้าทายอยู่ 5 ด้าน ในปี 2018 ได้แก่ การสร้างความปรองดองทางสังคมและทางการเมืองที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอยู่ รวมทั้งความสามารถในการสร้างเสริมศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ที่สำคัญ IMD กำลังจับตาดูความก้าวหน้าในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย เพื่อการส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นของทรัพยากรมนุษย์ของไทยเพื่อรองรับนโยบาย “Thailand 4.0” ของรัฐบาล รวมถึงการปฏิรูประบบราชการและการพัฒนา “Digital Transformation” ที่จะสามารถส่งเสริม “New Model” ในการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชนได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ
ในส่วนของการวิเคราะห์ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในด้านต่างๆ นั้น IMD พิจารณาแล้วพบว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถอยู่ในระดับ “Top 10” ของโลกในด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจครับ อยู่ในอันดับที่ 10 พอดี เนื่องจากประเทศไทยยังมีตัวเลขทางเศรษฐกิจด้านการส่งออกที่ดี อัตราการว่างงานที่ต่ำ และรายได้จากการท่องเที่ยวที่เติบโตดีครับ
แต่ IMD ก็มองว่าปัจจัยที่ยังคงฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คือ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานในการคมนาคมขนส่ง การส่งเสริมการวิจัยพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม และการศึกษาครับ ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่มท้ายตารางในหมวดนี้มาโดยต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้เรายังคงอยู่ในอันดับที่ 49 เช่นเดิมเท่ากับปีที่แล้วครับ
หากเราลองพิจารณาดูถึงตัวชี้วัดด้านการศึกษาที่IMD ใช้ในการประเมินในปีนี้ก็จะพบว่าเขาดูกันในตัวชี้วัดที่สำคัญ 18 ตัวครับ ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเภทตัวชี้วัดได้แก่ สถิติผลการจัดการศึกษาของประเทศด้านโอกาสทางการศึกษาและงบประมาณ เช่น งบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวมและต่อประชากร อัตราส่วนครูต่อนักเรียน อัตราการเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษา และอุดมศึกษา เป็นต้นครับ
ตัวชี้วัดประเภทที่สองคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ผลคะแนนสอบ PISA และ TOEFL การอ่านออกเขียนได้ ส่วนตัวชี้วัดประเภทที่สามคือ การประเมินขีดความสามารถของระบบการศึกษาในการตอบสนองความต้องการของระบบเศรษฐกิจ เช่น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาสอดคล้องกับความต้องการด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศหรือไม่ ทักษะทางภาษาตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจหรือไม่ เป็นต้นครับ
ซึ่งในปีนี้ตัวชี้วัดทั้ง 3 ด้านของประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในลำดับท้ายๆ ของการจัดอันดับของ IMD ทำให้คะแนนในภาพรวมของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับปานกลางอยู่ในปีนี้ครับ
การมุ่งสู่เป้าหมาย Thailand 4.0 ของประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนและความมั่นใจในขีดความสามารถของประเทศไทยในระดับนานาชาติ ปีนี้ IMD ชี้ให้เห็นจุดเเข็ง และจุดอ่อนรวมทั้งโจทย์ในการปฏิรูปประเทศไทยแล้ว หวังว่าทุกภาคส่วนจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้สนับสนุนการปฏิรูปประเทศสู่ปี 2018 ได้สำเร็จครับ







