
แก้ปมดอกเตอร์จน
กรณีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาบอกว่า ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีรายได้น้อยที่จะแจกสวัสดิการจากรัฐ พบว่า
กรณีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาบอกว่า ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีรายได้น้อยที่จะแจกสวัสดิการจากรัฐ พบว่า ในจำนวนผู้ที่มาลงทะเบียน 14.2 ล้านคน มีผู้ถูกตัดสิทธิ 2.6 ล้านคน เพราะมีรายได้และทรัพย์สินเกิน 1 แสนบาท และเมื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด พบว่ามีผู้จบปริญญาเอกมาลงทะเบียนถึง 600 คน และจบปริญญาโทลงทะเบียน 6,000 คน เรื่องนี้นอกจากจะน่าสงสัยว่าเกิดอะไรแล้ว ยังส่อเค้าว่าจะกลายเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่รัฐบาลต้องหาคำตอบมาให้ได้แล้ว ยังกลายเป็นคำถามสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาระดับสูงของประเทศไทยอีกด้วย
ทั้งนี้ เป็นไปได้เชียวหรือที่ผู้ที่ร่ำเรียนสูงกว่าระดับปริญญาตรีจะเป็นผู้มีรายได้น้อย เพราะเมื่อสำรวจค่าใช้จ่ายเป็นตัวเลขกลมๆโดยประมาณแล้วพบว่า สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาโท ต่างมีค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายทุกคณะแต่ละเทอมใกล้เคียงกันกัน โดยภาคในเวลาราชการอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นบาท/เทอม ภาคนอกเวลาราชการอยู่ที่ปรามาณ 5 หมื่นบาท/เทอม หากเป็นสถาบันชั้นนำ ที่มีชื่อเสียงก็ต้องมีเงินจ่ายค่าเทอมถึง 1 แสนบาท/เทอม เลยทีเดียว ประเด็นเรื่องเรียนสูงกว่าระดับปริญญาตรีแต่เป็นผู้มีรายได้น้อย จึงไม่น่าจะเป็นไปได้
เรื่องนี้จึงน่าตั้งข้อสังเกตไปที่นโยบายการศึกษาและประเด็นอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่หรือไม่
ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนความเชื่อ หาสารพัดวิธีให้ผู้ปกครองและเด็กล้างความเชื่อเรื่องจบชั้นมัธยมแล้วเรียนต่อระดับอุดมศึกษา หันไปเรียนต่อสายอาชีพที่จบมาแล้วมีงานรองรับ มีทั้งที่ออกมาตอกย้ำว่า นักเรียนมัธยมในบรรดาประเทศที่เจริญแล้วเช่น เยอรมนี ไต้หวัน หรือเกาหลี ไม่ได้จบปริญญาตรีแล้วทำงาน แต่หันไปเรียนอาชีวะเพื่อให้มีงานทำ แล้วค่อยกลับมาเรียนระดับสูงขึ้นๆ ภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ค่านิยมเรื่องเรียนปริญญาตรี แล้วยอมตกงานก็ไม่ได้ลดลงเลย ตัวเลขอัตราผู้เรียนจบปริญญาตรีในปี 2559 ประมาณ 3 แสนคน แต่มีผู้ว่างงานถึง 1.79 แสนคน
กระทรวงศึกษาธิการเคยออกมาระบุว่า จะดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแนวทางปรับเปลี่ยนการผลิตบัณฑิตจบใหม่ โดยคาดว่าภายในปี 2560 จะสามารถส่งสัญญาณให้นักเรียนพิจารณาได้ว่า ควรเลือกเรียนสายใดที่เหมาะสมกับตลาดแรงงาน แต่เรื่องนี้ก็เหมือนจะเงียบๆ ไป
ก่อนหน้านี้ นักวิชาการด้านการศึกษาและแรงงาน ต่างยอมรับว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศฉบับต่างๆ ไม่สอดคล้องกับแผนด้านการพัฒนาการศึกษา แม้จะมีการพูดถึงมุมมองเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พิจารณาถึงเนื้อหาของทิศทางจริงๆ การศึกษาจึงปรับตัวไม่ทันกับรอบของการเปลี่ยนแปลง ภาคอุตสาหกรรมยังต้องการแรงงานระดับล่างแต่รัฐกลับผลิตคนที่มีการศึกษาระดับสูงเพิ่มขึ้นทุกปี มีการสนับสนุนด้านเงินกู้ยืมเรียน อย่างไม่มีเงื่อนไขกำกับที่ชัดเจน เรียนจบแล้วไม่มีเงินใช้หนี้กู้ยืมเรียนมาถึงปัจจุบันเป็นจำนวนมาก
ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งแก้ปัญหาว่างงานด้วยการหันไปเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพระยะสั้น หรือเรียนต่อระดับที่สูงขึ้น เดือดร้อนพ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาส่งลูกเรียนต่อในปริญญาโท ซึ่งหมายถึงใช้เงินหลายแสน ประกอบกับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ ทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชนนั้นมีมากถึง 170 แห่ง ต้องแข่งกันหารายได้ บางแห่งเมื่อมีผู้เรียนระดับปริญญาตรีน้อยลงก็หันไปเปิดรับระดับปริญญาโทหรือสูงกว่ามากขึ้นเพื่อหารายได้
ทั้งที่ทราบดีว่า มีจำนวนไม่น้อยที่เรียนจนจบปริญญาโทหรือสูงกว่า ออกมาเตะฝุ่นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน หากกลุ่มนี้คือกลุ่มที่เคยลงทุนกับการเรียนแล้วล้มเหลว เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นประเทศไทยจะเป็นที่อับอายไปทั่วโลก







