
สหรัฐเสียแชมป์แหล่งลงทุนโลก ปมแห่ง ศรัทธาเจือจาง ของโอบามา
ในยามที่สถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในภาวะตกที่นั่งลำบาก
ในยามที่สถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในภาวะตกที่นั่งลำบาก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในยามที่สถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในภาวะตกที่นั่งลำบาก ดูเหมือนว่าสารพัดสารพันสิ่งอันก็จะถาโถมเข้ามาแบบรอบด้าน รวมถึงความมั่นใจในภาคการลงทุนที่กำลังเสื่อมถอย
ผลการสำรวจล่าสุดของบลูมเบิร์กเกี่ยวกับมุมมองในด้านการลงทุนในสหรัฐ ซึ่งถึงแม้สหรัฐจะยังคงเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในมุมมองของนักลงทุนยามนี้ สหรัฐไม่ได้เป็นแหล่งที่น่าดึงดูดใจอย่างเคยอีกต่อไป สหรัฐตกจากสถานะประเทศน่าลงทุนอันดับ 1 ของโลก มาอยู่อันดับที่ 4 ตามหลัง 3 ประเทศตลาดเกิดใหม่อย่าง บราซิล จีน และอินเดีย ที่กำลังเต็มไปด้วยความสว่างไสวและมั่งคั่งแทบทุกด้าน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ความแรงของทั้งสามประเทศ บวกกับความแกร่งทางเศรษฐกิจของทั้งสามในเวลานี้ จะสร้างบรรยากาศบวกๆ ดึงดูดนักลงทุนให้หันมาสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าจะชั่งตวงวัดความรู้สึกของนักลงทุน ผู้ที่จับจ้องความเคลื่อนไหวของสหรัฐอยู่สม่ำเสมอว่าอะไรเป็นเหตุผลที่หลายคนต้องลังเล หรือเบนเข็มไปหาประเทศอื่นๆ แทน จะเห็นเหตุผลที่เด่นชัดอยู่ 2 ประการสำคัญ
ประการแรก ภาครวมทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังขาดเสถียรภาพและความมั่นคง สวนทางกับประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างเห็นได้ชัด
ภาพกว้างที่สุดคือ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐที่ชะลอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จาก 5% ในไตรมาสแรกของปี 2552 มาอยู่ที่ 3.7% ในไตรมาสแรกของปี 2553 ขณะที่ไตรมาส 2 ลดลงมาอยู่ที่ 1.6%
ส่วนในทิศทางของตลาดหุ้นแม้จะยังคงขยับขึ้น โดยดัชนี สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.62% จากเดือน มิ.ย. แต่นั่นก็ยังขยับตัวสูงขึ้นไม่มากเท่าดัชนีโบเวสปาของบราซิล ที่ขยับขึ้นถึง 10.56% และดัชนีบอมเบย์ที่ขยับขึ้น 10.44% ด้วยกัน
โทมัส นุทเซน เทรนเดอร์ระดับอาวุโสจากโอดับเบิลยู ซัพพลาย แอนด์ เทรดดิงจากโคเปนเฮเกน กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาดีอีกครั้ง แต่ย้ำว่าอีกยาว ไม่ใช่ในอีก612 เดือนนี้อย่างแน่นอน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ และเล็งเห็นว่าสหรัฐไม่ใช่สวรรค์ในการลงทุนยามนี้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนมาจากความไม่มั่นใจในการเยียวยาเศรษฐกิจของสหรัฐ
ทั้งนี้ นักลงทุนอาจจะสามารถเลื่อนหรือระงับการลงทุนออกไปได้ แต่สิ่งที่ยากเหลือเกินที่จะยับยั้งคือ ทิศทางลมของวิกฤตระลอก 2 ที่กำลังพัดหวนมาอีกครั้ง
กระทั่งธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ก็ยังต้องขยับตัวเข้ามาชิดติดขอบ รอเพียงสัญญาณส่งมาตรการใหม่ออกมากอบกู้ชีวิตเศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้ง
ส่วนเหตุผลประการที่สอง คือ นักลงทุนจำนวนมากตัดสินสหรัฐจากนโยบาย โดยมองว่านโยบายของโอบามามีแนวทาง “AntiBusiness” ซึ่งหมายถึงไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมภาคธุรกิจ
แม้ประเด็นนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่โอบามาปฏิเสธการโจมตีในประเด็นนี้มานานแล้ว
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นและนิยามโอบามาอย่างนั้น เพราะนโยบายของโอบามามุ่งสนับสนุนภาครัฐเป็นหลัก ไม่มีแม้กระทั่งมาตรการจูงใจทางภาษี ที่จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ หรือการสร้างงานในภาคเอกชนโดยตรง อีกทั้งนโยบายหลังๆ ทั้งในด้านสุขภาพ พลังงาน สิ่งแวดล้อม การศึกษา ล้วนเป็นการสยายปีกของภาครัฐทั้งสิ้น
แม้กระทั่ง 5 เสาหลักที่จะสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่โอบามาตั้งไว้ ประกอบไปด้วย การลงทุนด้านการศึกษา พลังงานทดแทน และระบบสุขภาพ โครงการงบประมาณรายจ่าย กฎข้อบังคับของวอลสตรีต และการลดตัวเลขขาดดุล
ซึ่งนั่นก็ยังไม่มีบทบาทของภาคธุรกิจเข้าไปด้วย
ไม่ต้องค้นหาคำตอบว่าโอบามาอยากที่จะเห็นการเติบโตของตัวเลขการจ้างงานในภาคธุรกิจมากเพียงใด เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นความต้องการอย่างสูงสุด ทว่ากลับกันภาคธุรกิจก็คงอยากเห็นนโยบายที่สนับสนุนภาคธุรกิจบ้าง
นโยบายที่เกิดขึ้นของโอบามาก็ไม่มีอะไรที่จะสนับสนุนภาคธุรกิจ ทั้งที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจที่ถดถอยคือสิ่งที่ฆ่าล้างตำแหน่งงานในตลาดอย่างมหาศาล
ผลการสำรวจที่ออกมาจึงดูเหมือนว่าโอบามาจะเจองานหิน
บรรยากาศการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจของประเทศ และเมื่อสหรัฐไม่สามารถสร้างบรรยากาศเหล่านั้น นั่นก็เป็นเรื่องที่เป็นภาพลบต่อเศรษฐกิจ
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ที่ปรึกษาที่เรียกได้ว่าเป็นระดับมันสมองทางด้านเศรษฐกิจของโอบามาต่างพากันทยอยก้าวออกจากตำแหน่ง โดยล่าสุด ลอเรนซ์ ซัมเมอร์ส จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นรายที่ 3 และในเวลานี้ที่ปรึกษาระดับสูง ระดับหัวกะทิด้านเศรษฐกิจของโอบามาก็เหลือเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงเคียงข้างโอบามา คือ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐเท่านั้น
การก้าวเท้าออกจากตำแหน่งของที่ปรึกษาทั้ง 3 กำลังสะท้อนในสิ่งที่นักลงทุนมองเห็นและวิจารณ์จุดยืนและนโยบายของโอบามาว่าเป็น AntiBusiness ในเวลานี้โอบามาก็คงดิ้นไม่หลุดจากคำวิจารณ์ดังกล่าว และกำลังอุดรอยรั่วของตนเอง
แหล่งข่าวระบุว่า โอบามากำลังมองหาผู้บริหารระดับสูงจากฝั่งคอร์เปอเรต เพื่อต้านกระแสวิจารณ์ดังกล่าว
หนำซ้ำ ชาวอเมริกันกว่า 2 ใน 3 ที่ตอบแบบสอบถามของบลูมเบิร์กเชื่อว่า ถ้าพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงในสภาได้จากช่วงการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.นี้ จะทำให้บรรยากาศในการลงทุนดีขึ้น สำทับด้วยข้อมูลที่ว่า 50% ของผู้แสดงความเห็นเชื่อมั่นว่าพรรครีพับลิกันจะช่วยเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้
เมื่อนักลงทุนต่างชาติไม่เห็นถึงความพยายามในการสร้างความสมดุลของงบประมาณ และการแก้ไขปัญหาว่ากำลังจะออกดอกก่อผลในทางที่ดี ประเด็นเกิดขึ้นตามมาอาจกำลังหมายถึง
‘วิกฤตแห่งศรัทธาที่กำลังเจือจางลงเรื่อยๆ’







