
บังคับออมเพื่อใคร
รัฐบาลพยายามที่จะเร่งผลักดันจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 2561
รัฐบาลพยายามที่จะเร่งผลักดันจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 2561 ถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการรองรับสังคมสูงอายุ ซึ่งในอีก 10-15 ปีนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ประเทศสูงวัยอย่างเต็มตัว
นั่นหมายความว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอะไรจะต้องแบกรับภาระสวัสดิการสำหรับผู้สูงวัยปีละ 6-7 แสนล้านบาท ในที่สุดจะนำไปสู่วิกฤตการคลัง
กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับที่รัฐบาลจะออกกฎหมายให้นายจ้างจะต้องจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อเป็นเงินออมให้ลูกจ้างไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ
สำหรับสาระสำคัญจะให้แรงงานในระบบและนายจ้าง ร่วมกันส่งเงินสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ เริ่มตั้งแต่ 3% ใน 3 ปีแรก และเพิ่ม 5% ในอีก 2-3 ปีต่อมา และเพิ่มสูงสุด 7%
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ประเมินว่าหากมีการเข้า กบช.ตั้งแต่อายุ 15-60 ปี ต่อเนื่องจะทำให้มีรายได้หลังเกษียณสูงถึงกว่า 4 หมื่นบาท/เดือน
และหากรวมกับเงินบำนาญจากกองทุนชราภาพของประกันสังคม หากส่งเงินสมทบตั้งแต่อายุ 20-55 ปี จะมีเงินบำนาญหลังเกษียณ 7,500 บาท/เดือน เมื่อรวมกับเงินบำนาญ กบช.จะทำให้มีรายได้หลังเกษียณกว่า 5-5.1 หมื่นบาท/เดือน
ดูแล้วทำให้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคงขึ้นเยอะ
ในช่วงแรกๆ จะเริ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปก่อน หลังจากนั้นจะให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งภายใน 7 ปี ผู้ประกอบการทุกแห่งจะต้องเข้ามาอยู่ใน กบช.ทั้งหมด และจะทำให้แรงงานในระบบกว่า 14 ล้านคน อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมด จากปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคสมัครใจมีแรงงานในระบบเพียง 3 ล้านคน
แต่ก็เกิดคำถามว่า กบช.แตกต่างอะไรกับกองทุนประกันสังคม ในเมื่อประกันสังคมก็มีกฎหมายก็บังคับให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายละ 5% และรัฐบาลจ่ายเงินสมทบ 2.75%
โดยในส่วนเงินสมทบ 5% นั้น แบ่งออกมาฝ่ายละ 3% เพื่อมาเก็บสมทบไว้ในเงินกองทุนชราภาพ เพื่อผู้ประกันตนไว้ในยามเกษียณเช่นกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเพิ่มสัดส่วนการจ่ายสมทบเพื่อเก็บออมยามชราภาพเพิ่มจาก 3% เป็น 5% 7% 10% ซึ่งได้ยินว่า ประกันสังคมเองก็กำลังศึกษาที่จะยืดอายุกองทุนประกันสังคม ที่หากไม่ทำอะไรอีก 20-30 ปี กองทุนประกันสังคมก็จะไม่มีเงินจ่ายบำนาญจากผู้ประกันตนเช่นกัน
อีกมุมหนึ่งเข้าใจว่า การจัดตั้งกองทุนสำรองเงินเลี้ยงชีพภาคบังคับ ก็เป็นเงินอีกก้อนหนึ่งที่บริษัทจะต้องว่าจ้างบริษัทเอกชนบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งอาจจะเป็นการบริหารความเสี่ยงไม่เอาเงินออมไว้ที่เดียวกันทั้งหมด
ต้องยอมรับว่า การจัดตั้งกองทุน กบช.เป็นนโยบายที่ดี เป็นการสร้างความมั่นคงให้ลูกจ้างมีเงินบำนาญหลังจากเกษียณอายุ และฝั่งนายจ้างเองก็ต้อง “ใจกว้าง” ที่จะยอมแบ่งปันกำไรจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้เป็นสวัสดิการในบั้นปลายชีวิตของลูกจ้าง
เกิดคำถามว่า แล้วทำไมต่างประเทศมีเงินบำนาญให้กับประชาชน ก็ต้องย้อนถามว่าเราพร้อมไหมที่จะจ่ายภาษี 30-40% ของรายได้เพื่อให้รัฐบาลเอาไปเก็บไว้เพื่อเลี้ยงเรายามชราภาพ
อย่างไรก็ตาม ลำพังจะหวังเงินออมตามกฎหมายบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเงินกองทุนชราภาพของประกันสังคม หรือเงิน กบช.ที่จะเกิดนั้นก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งพวกเราเองก็จะต้องรู้จักเก็บออมส่วนตัวไว้อีก ดูเหมือนว่าคำนวณแล้วจะมีเงินบำนาญเดือนละ 4 หมื่นบาท แต่อีก 20-30 ปี
ข้างหน้า ค่าของเงินตอนนั้นจะเพียงพอเลี้ยงชีพจริงหรือเปล่าก็ต้องลุ้นกันดู







