
รัฐประหารของไทยทำไมง่ายนัก (จบ)
“ยิ่งเป็นทหารอาชีพยิ่งทำรัฐประหารได้ง่าย” เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนนี้ ผู้เขียนได้ร่วมสัมภาษณ์ผู้สมัครรับการคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษา
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“ยิ่งเป็นทหารอาชีพยิ่งทำรัฐประหารได้ง่าย”
เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนนี้ ผู้เขียนได้ร่วมสัมภาษณ์ผู้สมัครรับการคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 7 (ปนป.7) ของสถาบันพระปกเกล้า (หลักสูตรนี้รับผู้มีอายุ 30-40 ปี โดยแบ่งผู้สมัครเป็น 2 กลุ่ม คือ ภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งผู้เขียนได้สัมภาษณ์กลุ่มภาครัฐที่มีจำนวนทั้งสิ้น 155 คน ภาคเอกชนสมัครมา 204 คน รับได้ภาคละ 60 คน รวมนักศึกษาในหลักสูตรนี้ 120 คน) โดยมีผู้สมัครที่เป็นนายทหารยศระหว่างร้อยเอกถึงพันโทอยู่ราว 10 กว่าคน
เมื่อสังเกตเห็นว่ามีนายทหารมาสมัครเป็นจำนวนมาก บางคนอยู่ในตำแหน่งที่คุมกำลัง คือ มาจากทหารราบ ทหารปืนใหญ่ และทหารม้า ก็เกิด “ครึ้ม” จึงตั้งคำถามไปว่า “ทำไมทหารจึงชอบปฏิวัติ?” คำตอบที่ได้น่าประหลาดใจมาก เพราะตอบออกมาในทำนองที่คล้ายกันใน 2-3 ประเด็น คือ หนึ่ง ที่ทหารต้องทำการปฏิวัติเพราะบ้านเมืองมีปัญหา “ไม่มีใครแก้ได้” สอง ทหารต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตาม (น่าแปลกมากเมื่อถามว่าถ้ามันไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมล่ะ ก็ได้คำตอบว่าเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาต้องคิดใคร่ครวญมาอย่างดีแล้ว) และสาม การเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองแบบนี้ไม่เป็นการทำผิดบทบาทหน้าที่ (ของทหาร) หรือ ก็ได้รับคำตอบว่า “หน้าที่ของทหารคือการรักษาบ้านเมือง”
ผู้เขียนเชื่อว่าคงไม่มีการสอนหลักสูตรการทำปฏิวัติรัฐประหารนี้ให้กับนักเรียนนายร้อยในโรงเรียนนายร้อย จปร. รวมตลอดจนหลักสูตรต่างๆ ของนายทหาร เช่น หลักสูตรเสนาธิการ หรือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร แต่ “ความคิดฝังหัว” ที่เป็นอยู่ดังกล่าวข้างต้น น่าจะเกิดจากกระบวนการอบรมกล่อมเกลาที่หล่อหลอมอยู่ในองค์กร อย่างที่เรียกว่า “วัฒนธรรมองค์กร” ดังที่ได้อธิบายมาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ด้วยเหตุที่ประเทศไทยมีการปฏิวัติขึ้นง่ายๆ มาหลายครั้ง ทหารจึงถูกหล่อหลอมอยู่ในบรรยากาศและความเชื่อที่ว่า “การปฏิวัติรัฐประหารนั้นทำได้ไม่ยาก” ร่วมกับ “การอัดฉีดความเชื่อ” จากแหล่งเรียนรู้และ “ผู้รู้” นอกกองทัพ ถึงบทบาทหน้าที่ของทหารในระบอบ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ว่า ทหารคือ “ผู้สร้าง” และ “รักษา” ระบอบการปกครองแบบนี้ จึงยิ่งทำให้ทหาร “เชื่อมั่นอย่างหมดใจ” ว่า “ทหารคือมือ 1 ในการสร้างประเทศไทย”
ในการสัมภาษณ์ผู้สมัคร ปนป.7 นั้นมีกรรมการจำนวน 5 คน หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นนักวิชาการที่เป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล ท่านได้ให้ความเห็นในระหว่างพักเบรกว่า “ทหารยิ่งมีความเป็นทหารอาชีพมากๆ ก็ยิ่งทำรัฐประหารได้โดยง่าย” นั่นก็คือ ระบบการปกครองทหารที่มีลำดับชั้นเคร่งครัด การเชื่อฟังคำสั่งอย่างเด็ดขาด และระเบียบวินัยที่เข้มงวด ร่วมกับที่ทหารในประเทศไทยถูกปลูกฝังให้ “ปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” จึงถือเป็นอุดมการณ์ของทหารที่ต้องทำหน้าที่ในเรื่องนี้ให้เข้มแข็งด้วย
ท่านอาจารย์ท่านนี้ขยายความว่า ด้วยความเป็นวิชาชีพของทหารทำให้ทหารเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า “ความมั่นใจในประสิทธิภาพขององค์กรทหาร” คือ หากทหารจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ คือ ถ้าจะทำสงครามก็ต้องให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งในความเป็นวิชาชีพของทหารก่อนที่จะทำการสู้รบใดๆ ก็จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง แบบที่ว่าต้องรู้เขารู้เรา 100% ดังนั้นเมื่อทหารนำความเชื่อมั่นในลักษณ์นี้มาใช้ในการทำรัฐประหาร ทหารก็ต้องมีความมั่นใจแล้วว่าสามารถที่จะทำรัฐประหารได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นทหารยังมีสิ่งที่องค์กรทางการเมืองอื่นไม่มีหรือมีน้อย นั่นก็คือ Solidarity หรือ “ความเป็นปึกแผ่น” คือมีความแนบแน่นกลมเกลียว “ขึ้นเป็นแผง คิดเป็นแผง ทำเป็นแผง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “มาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย” หรือที่ทหารในยุคหนึ่งได้ประกาศคติพจน์ว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”
ส่วนตัวผู้เขียนได้เคยนำเสนอทฤษฎีส่วนตัวไว้นานมาแล้วเมื่อครั้งที่มีรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เสร็จสิ้นลงใหม่ๆ ว่า การทำรัฐประหารในประเทศไทยนี้ทำได้ง่ายเสมอมาเพราะ “คนไทยสมยอม” โดยได้ยกตัวอย่างว่าในการทำรัฐประหารแทบทุกครั้ง คนไทยไม่เคยต่อต้านขัดขืนอะไรแต่อย่างใดเลย แถมบางครั้งยัง “เชียร์” หรือให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย รวมถึงที่มีการเรียกร้องให้ทหารออกมาทำการยึดอำนาจเสียด้วยซ้ำ อย่างกรณีการรัฐประหารครั้งหลังสุดในปี 2557 นั้น
ในการสัมมนานักศึกษาในระดับปริญญาโท ในวิชาปัญหาการเมืองการปกครองไทยที่ผู้เขียนทำมาหลายปี ผู้เขียนจะมีคำถามหนึ่งเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ทหารทำการปฏิวัติรัฐประหารว่า “ป้องกันได้หรือไม่ได้” คำตอบจากนักศึกษาร้อยทั้งร้อยต่างก็ตอบเหมือนๆ กันว่า “ไม่ได้” ก็ด้วยทฤษฎี “คนไทยสมยอม” ข้างต้น แต่ครั้นถามต่อไปว่า “ถ้าคนไทยไม่สมยอม ออกต่อต้านละ จะเป็นไปได้หรือไม่” ก็ได้คำตอบแบบเดียวกันว่า “ยาก” ไม่ใช่เพราะคนไทยขี้ขลาดหรือกลัวทหาร แต่เป็นเพราะคนไทยชอบที่จะ “ให้โอกาส” หรือขอดู “น้ำยา” ของทหารนั้นเสียก่อน ถ้ายังดีอยู่ก็จะยังเชียร์และให้การสนับสนุนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าทหารทำผิดพลาด เช่น แก้ไขปัญหาที่เป็นเหตุให้มาทำรัฐประหารนั้นไม่ได้ หรือทหารสร้างปัญหาอะไรบางอย่างขึ้น มีการคอร์รัปชั่น หรือทหารแย่งชิงผลประโยชน์กันเอง ฯลฯ แรงเชียร์ก็จะลดลง ที่สุดก็อาจจะกลายเป็นแรงต่อต้าน หรือเกิดกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีทำลายความน่าเชื่อถือของทหาร และออกมาล้มล้างทหาร อย่างกรณี 14 ต.ค. 2516 หรือ พ.ค. 2535
ขอปิดท้ายด้วยอีกทฤษฎีหนึ่งว่า ที่การเมืองของไทยยังวนเวียนอยู่ในวงจรแบบนี้ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ก็คือ “ความเป็นไทย” ที่ยังผูกพันกันเป็นญาติพี่น้อง แบบ “สายเลือดเดียวกันนั้นตัดไม่ขาด” ไม่ว่าในวงการใดๆ ถ้าทำผิดมาก็ยังให้โอกาสและให้อภัย เว้นแต่การ “แย่งชิงมรดก” กัน ก็อาจจะเกิดกรณีฆ่าล้างโคตรกันก็ได้
โดยเฉพาะ “มรดกของกองทัพ” ที่เขาส่งมอบกันจากรุ่นสู่รุ่นนั้น







