
ระทึกพรุ่งนี้ชี้ชะตา “ปู่จิ้น” ระเบิดอีกดอกถล่มภท.
ต้องจับตาการลงมติชี้ขาดของกกต.วันพรุ่งนี้ว่า ระเบิดอีกลูกจะสะเทือนพรรคภูมิใจไทยแค่ไหน หากขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีก็จะเพิ่มแรงกดดันต่อพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น....
ต้องจับตาการลงมติชี้ขาดของกกต.วันพรุ่งนี้ว่า ระเบิดอีกลูกจะสะเทือนพรรคภูมิใจไทยแค่ไหน หากขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีก็จะเพิ่มแรงกดดันต่อพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น....
โดย...ทีมข่าวการเมือง
วันนี้จะเป็นอีกวันที่จะชี้ชะตา ”ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเผชิญมรสุมอหลายเรื่องในกระทรวงมหาดไทย
โดยเฉพาะ เรื่องร้อนฉ่าล่าสุดเมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเด็ดขาด ไม่ทูลเกล้า นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง เป็น ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ เพราะเกี่ยวพันโครงการจัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์มูลค่า 3,490 ล้านบาทของกระทรวงมหาดไทยที่อื้อฉาวในขณะนี้
ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จะประชุมเพื่อชี้ขาดคุณสมบัติของนายชวรัตน์ รมว.มหาดไทย ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 และมาตรา 265 (2) (3) กรณีห้ามมิให้รัฐมนตรี เข้าไปเป็นคู่สัญญากับรัฐหรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน และไม่รับประโยชน์ใดๆ ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้ห้ามไปถึงคู่สมรส และบุตรของรัฐมนตรีด้วย
กรณีดังกล่าว ฝ่ายค้านโดย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และ นายสงวน พงษ์มณี สส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นร้องต่อกกต.เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ปี 2552 เนื่องจาก “ลูก –เมีย”ของปู่จิ้น ถือหุ้นซิโน-ไทย ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัมปทานรัฐ จึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ก็ครบปีพอดีที่กกต.ได้สอบสวนคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนายชวรัตน์เสร็จ
นายอภิชาต ระบุว่า การลงมติวันพรุ่งนี้จะมีคำตอบที่ชัดเจน และคงไม่ขยายเวลาออกไปหลังจากคณะอนุกรรมการได้สอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จเรียบร้อย
ที่ผ่านมาแม้ปู่จิ้น จะทิ้งหุ้นในซิโนไทย "5 เสือก่อสร้าง" ของประเทศไทย ที่เจ้าตัวเป็นผู้ปลุกปั้นบริษัทนี้ขึ้นมาไปนานตั้งแต่ปี 2535 โดยให้ลูกๆ เป็นผู้บริหารแทน แต่ฝ่ายค้านได้ระบุในคำร้องว่า การที่ทายาทนายชวรัตน์มีหุ้นส่งผลให้คุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของปู่จิ้นต้องสิ้นสุด และเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน
"นายอนุทินชาญวีรกูล บุตรชาย นางสนองนุช ชาญวีรกูล ภรรยานายอนุทิน และน.ส.อนิลรัตน์ ชาญวีรกูลบุตรสาว ทั้ง 3 ได้เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันในบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC โดยนายอนุทิน ถือหุ้นจำนวน 189.845 ล้านหุ้น นายมาศถวิน ถือหุ้น 19.8 ล้านหุ้น น.ส.อนิลรัตน์ถือหุ้น 19.8 ล้านหุ้น และนางสนองนุช ภริยาของนายอนุทิน ถือหุ้น 189.845 ล้านหุ้น ซึ่งหุ้นทั้งหมด เป็นหุ้นสามัญที่มีการออกใบหุ้น
“นอกจากนี้ นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล ภรรยานายชวรัตน์ ก็เพิ่งลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัท เมื่อวันที่ 21 พ.ย.51 อย่างไรก็ตาม บริษัท ซิโน-ไทย ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐหลายโครงการในระหว่างที่นายชวรัตน์ ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย โดยเฉพาะที่สำคัญคือโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ (สัญญาที่ 2) มูลค่า 13,100 ล้านบาท โครงการแอร์พอร์ตลิงก์ โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ที่แม้จะก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่บริษัทก็ยังมีข้อผูกพันตามสัญญา ซึ่งโครงการต่างๆ ดังกล่าวนี้ มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ดังนั้นจึงขอให้ตรวจสอบการความเป็นรัฐมนตรี ของนายชวรัตน์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7)"
ไม่เท่านั้น กรณีผลประโยชน์ที่ทับซ้อนและขัดกันของ “ปู่จิ้น” ต่อ ซิโน-ไทย ฝ่ายค้านได้หยิบยกเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา โดยการเปิดประเด็นของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย และลูกทีม โดยนายสงวน พงษ์มณี ส.ส. พรรคเพื่อไทย ที่เปิดแผลนายชวรัตน์ว่า ไม่มีคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรีแต่ต้น เพราะมีบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกิจการรัฐหลายอย่าง อาทิ แอร์พอร์ตลิงค์ ศูนย์ราชการ
ขณะนั้น นายสงวน อภิปรายว่า ในช่วงรัฐบาลนายสมัคร นายสมัคร บอกว่าจะดูแลไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะบริษัทของนายชวรัตน์เป็นคู่สัญญามาก่อนนายชวรัตน์จะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ห้าม ส.ส.และ สว.เป็นคู่สัญญากับรัฐ ที่มีลักษณะผูกขาดตัดตอน นอกจากนี้ในเรื่องคู่สัญญากับรัฐ ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังถูกบังคับใช้กับคู่สมรส และบุตรด้วย
“แต่บริษัทที่ว่าคือ ซิโน-ไทยฯ ที่ลูกชายและลูกสะใภ้ของนายชวรัตน์ต่างถือหุ้น ตัวตนของบริษัทนี้ก็คือตัวตนของรัฐมนตรี เมื่อชิโน-ไทยฯ เป็นของลูก ก็ต้องถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายเช่นกัน แต่ ครม.ได้อนุมัติเงินก่อสร้างให้บริษัทรัฐมนตรีหลายงาน ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์เนื่องจากขัดกฎหมายว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ชิโน-ไทยฯ เป็นของรัฐมนตรี เช่น ในส่วนรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งมีการทำหนังสืออนุมัติวงเงินไม่ถูกต้องด้วย ต้องลบภาษีออก เหลือ 3.3 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสภายังไม่ลงมติ เนื่องจากต้องขออนุมัติเงินกู้”
ขณะที่ นายชวรัตน์ ชี้แจงหลายครั้ง เขาได้ลาออกจากบริษัทและไม่ได้ถือหุ้นใดๆ
“ข้อมูลฝ่ายค้านคลาดเคลื่อน การถือหุ้นองค์การมหาชน นั้น ทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้วก็มีสิทธิจะซื้อ ผมเองก็ห่างเหินบริษัทมานานแล้ว ภรรยาก็ไม่มีหุ้น ลาออกแล้วเช่นกัน ส่วนลูกก็ไม่เกี่ยวตามกฎหมายเพราะเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ”
เช่นเดียวกับ นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่พยายามชี้แจงแทนว่า กรณีครม.อนุมัติ ให้เพิ่มวงเงินให้โครงการแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่งบริษัทซิโน-ไทย เป็นผู้รับเหมานั้น นายชวรัตน์มิได้กระทำความผิดรัฐธรรมนูญ เพราะนายชวรัตน์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทซิโน-ไทยมาตั้งแต่ปี 2539 กรณีที่บริษัทดังกล่าวไปเป็นคู่สัญญา ก็เป็นเพียงในฐานะบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ที่ประมูลงานก่อสร้างตามปกติ สัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาสัมปทานหรือผูกขาดตัดตอน”
ต้องจับตาการลงมติชี้ขาดของกกต.วันพรุ่งนี้ว่า ระเบิดอีกลูกจะสะเทือนพรรคภูมิใจไทยแค่ไหน หากขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีก็จะเพิ่มแรงกดดันต่อพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น







