
มือดิจิทัลเครือซีพี สรรเสริญ สมัยสุต
หากเอ่ยถึงหนึ่งในกลุ่มผู้บริหารฝีมือของกลุ่มทรูที่ได้รับการคัดสรร จากวิสัยทัศน์ของ ศุภชัย เจียรวนนท์ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
หากเอ่ยถึงหนึ่งในกลุ่มผู้บริหารฝีมือของกลุ่มทรูที่ได้รับการคัดสรร จากวิสัยทัศน์ของ ศุภชัย เจียรวนนท์ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ต้องมีชื่อของ สรรเสริญ สมัยสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู ดิจิตอล แอนด์ มีเดีย แพลตฟอร์มนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงวัย 37 ปี นอกจากจะเคยนั่งกุมบังเหียนกลุ่มธุรกิจแอสเซนด์ กรุ๊ป ร่วมกับ ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา แล้วยังได้เป็นที่ปรึกษาด้านอี-คอมเมิร์ซให้กับเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งล่าสุดได้กลับมาช่วยเดินหน้าธุรกิจคอนเทนต์ในเครือทรูอีกครั้ง
“ก่อนที่จะเรียนจบ ผมมองหาเป้าหมายในชีวิตและตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องทำงานที่สร้างรายได้เดือนละแสน ก็เลยวางแผนไว้ว่า โปรเจกต์จบปริญญาตรีควรจะสร้างอาชีพได้”
ถ้าเอ่ยชื่อ Market at home อาจจะไม่มีใครรู้จัก แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ Weloveshopping ในปัจจุบัน ที่ต้องการเป็นห้างสรรพสินค้าบนโลกออนไลน์ ในยุคที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำความรู้จักอินเทอร์เน็ต ซึ่งต้องยอมรับว่าการหารายได้ในอินเทอร์เน็ตไม่ได้สูงและหลากหลายเท่ากับในยุคนี้ แต่ก็ทำรายได้เกินเป้าหมายที่วางไว้
หลังจากที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย มาร์เก็ตแอทโฮมก็เริ่มจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับการชำระเงินออนไลน์ที่ยังถือว่าเป็นยุคที่ไม่มีคนรู้จักการจ่ายเงินออนไลน์และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกกฎมาว่าใครที่ต้องการให้บริการด้านนี้ จำเป็นต้องมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนให้ สรรเสริญ ตัดสินใจขายกิจการให้กับเครือทรู เพราะเป็นธุรกิจของคนไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสำหรับอนาคต และมานั่งบริหารวีเลิฟช็อปปิ้งแทน
“ตอนนั้นผลประกอบการมีกำไรที่ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับเงื่อนไขของภาครัฐ ผมจึงตัดสินใจขายกิจการและเป็นครั้งแรกตั้งแต่เรียนจบมา ที่ได้อยู่ในองค์กรใหญ่ระดับประเทศ”
หลังจากนั้น เขาก็ตัดสินใจลาออกไปทำกิจการส่วนตัวอีกครั้ง ก่อนที่ซีพีจะชักชวนกลับมาช่วยพัฒนาธุรกิจในเครือ เพราะศุภชัยต้องการเดินหน้าธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อเติมเต็มธุรกิจ หลังจากเดินหน้าเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชำระเงิน และบริการคลาวด์สำหรับธุรกิจไปแล้ว
การเดินหน้ากลุ่มธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ จะเข้ามาเสริมช่องทางการรับชมคอนเทนต์แบบเดิม แม้ว่าจะมีทรูวิชั่นส์ที่ให้บริการรับชมรายการแบบเพย์ทีวีแล้วก็ตาม แต่การปรับธุรกิจตามกระแสโลกเป็นสิ่งที่ผู้บริหารควรทำ เพราะเทรนด์การบริโภคสื่อเดินมาในทิศทางนี้ สมัยก่อนทีวีและหนังสือพิมพ์อาจเป็นสื่อหลัก แต่ตอนนี้กลายเป็นโซเชียลมีเดียและมือถือเสียแล้ว
ทั้งนี้ การลดช่องว่างในการใช้จ่ายคอนเทนต์ให้ถูกลงและทำธุรกิจแบบไม่หวังผลกำไรมากนัก แต่เข้าถึงคนจำนวนมากย่อมเป็นรากฐานของธุรกิจที่มั่นคงกว่าการหวังเพียงแต่เงินรายได้จำนวนมากเพียงอย่างเดียว
“เราต้องการให้คอนเทนต์ที่มีในมือเข้าถึงคนทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง-ล่างแบบฟรี ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพราะอินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนเกือบทุกกลุ่มเสียแล้ว”
ถึงแม้ว่าจะมีผู้เล่นจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการในไทยหลายราย แต่บริษัทไม่ได้คิดจะเข้าไปแข่งขันในกลุ่มนั้น เพราะเป้าหมายเป็นคนละกลุ่มจึงเชื่อว่ามีโอกาสเติบโตสูงและเป็นรายเดียวที่ให้บริการฟรีไม่ว่าจะใช้งานบนเครือข่ายใดก็ตาม
ขณะนี้บริษัทมีทีมงานแล้วกว่า 480 คนคาดว่าจะเพิ่มให้ถึง 1,000 คน เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจนี้ออกไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยรูปแบบของการเป็นแพลตฟอร์มให้บริการคอนเทนต์และเชื่อมั่นว่าการขยายธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องยาก







