posttoday
รัฐประหารของไทยทำไมง่ายนัก

รัฐประหารของไทยทำไมง่ายนัก

06 สิงหาคม 2560

ความจริงทหารกลัวรัฐประหารยิ่งนัก! ตามตำรารัฐศาสตร์ การทำรัฐประหารจะต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนที่เหมาะสม ได้แก่

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ความจริงทหารกลัวรัฐประหารยิ่งนัก!

ตามตำรารัฐศาสตร์ การทำรัฐประหารจะต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนที่เหมาะสม ได้แก่ ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ สถานการณ์ที่เป็นวิกฤตบางอย่าง เช่น ภัยพิบัติ เศรษฐกิจตกต่ำ หรือมีสงคราม และการแย่งชิงอำนาจของชนชั้นนำหรือกลุ่มอำนาจต่างๆ โดยมีลำดับขั้นตอนอย่างน้อย 3 ขั้น คือ หนึ่ง การสมคบคิด (Conspiracy) สอง การก่อความวุ่นวาย (Turmoil) เริ่มตั้งแต่การประท้วง เดินขบวน ไปจนถึงการก่อวินาศกรรม หรือการก่อการร้าย (Terrorism) อาจจะมีการสู้รบกันตามมา ทั้งที่เป็นสงครามแบบจำกัดเขต (Limited War) จนถึงสงครามกลางเมือง (Civil War) และ สาม การยึดอำนาจหรือรัฐประหาร (Coup D’ etat) ก็คือ การใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือระบอบการปกครอง

เมื่อพิจารณาจากทฤษฎีข้างต้น การทำรัฐประหารน่าจะทำได้ยาก เพราะต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนที่เหมาะสมเกิดขึ้นเสียก่อน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร อีกประการหนึ่งนั้นก็ต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ที่ยากที่สุด ก็คือ “การสมคบคิด” ที่จะต้องปิดลับไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ โดยเฉพาะตัวรัฐบาลหรือคนในระบอบที่ต้องการจะโค่นล้ม อันอาจนำมาซึ่งหายนะของคณะรัฐประหารทั้งหมด

แต่ว่าในกรณีของประเทศไทย การทำรัฐประหารดูช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน อย่างการทำรัฐประหารในวันที่ 23 ก.พ. 2534 โดยคณะ รสช. ที่ว่ากันว่าแค่นายทหารระดับบิ๊กมานั่งทานกาแฟกันอยู่ตอนเช้าๆ พอตอนสายๆ ก็สั่งทำรัฐประหารเสร็จในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หรือการทำรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 วางแผนกันชั่วข้ามคืนก็ยึดอำนาจได้เรียบร้อยในตอนเช้า รวมถึงการทำรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็ใช้เวลาไม่มาก เพียงชั่วเข้าห้องน้ำก็สั่งยึดอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ (ฮา)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำรัฐประหารในทั้ง 3 ครั้งหลังนี้มีความยุ่งยากมาก และโดยเหตุที่ประเทศไทยมีการทำรัฐประหารบ่อยมาก (รวมถึงที่ได้วางแผนไว้ แต่ไม่ได้ลงมือทำก็มีอีกหลายครั้ง หรือพอจะทำแล้วก็ล้มเลิกไปก่อนเสียเฉยๆ ก็มี ทั้งนี้ไม่นับรวมกับที่ลงมือแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งก็มีอยู่หลายครั้ง ทั้งที่ปรากฏเป็นข่าวในทางสาธารณะและที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว คือรู้กันเฉพาะ “นายทหารและคนวงใน”) การทำรัฐประหารจึงได้กลายเป็น “Know How” ที่อาจจะเรียกเป็นคำไทยได้ว่า “ภูมิปัญญา” ที่คนในหลายวงการไม่เฉพาะแต่ในกองทัพ ได้ใช้ภูมิปัญญานี้กระทำการรัฐประหารจนดูเหมือนว่าเป็นเรื่องง่ายๆ

หลายวันก่อนผู้เขียนได้ไปคุยกับท่านผู้รู้ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ผู้ทรงภูมิปัญญา” ด้านการทำรัฐประหารท่านหนึ่ง ท่านได้อธิบายว่า การทำรัฐประหารในประเทศไทยต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “บ่มเพาะและสมคบคิดพร้อมสหายมิตรร่วมใจ” เริ่มจากการที่ทหารได้ไปเรียนรู้ขบวนการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งทหารได้ยกย่องแกนนำของคอมมิวนิสต์บางคนเป็น “อาจารย์ใหญ่” และได้ถูกคอมมิวนิสต์เหล่านั้น “อบรมกล่อมเกลา” จนกระทั่ง “ล้างสมอง” ให้ชื่นชอบวิธีการของการปฏิวัติ แทนที่จะเรียกว่า การปฏิวัติของมวลชน ตามแบบที่ศาสดาคอมมิวนิสต์ได้สอนไว้ ก็เลี่ยงบาลีให้ดูดี โดยเรียกว่า “ปฏิวัติประชาธิปไตย”

อาจารย์ใหญ่เหล่านี้ได้เสนอทฤษฎีที่ทำให้ทหารเคลิบเคลิ้ม นั่นก็คือ “ทหารคือเสาหลักของประเทศ” และปัญหาของประเทศไทย คือ “ประชาธิปไตย” ดังนั้นทหารต้องเป็นหลักในการสร้างประชาธิปไตย ทั้งนี้ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการปฏิวัติเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะทหารเป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศ เป็นผู้มีกำลังอาวุธและกำลังกองทัพ มิอาจจะมีใครเทียบเทียมและทัดทานได้ (ถ้าใครจำทฤษฎี “แก้ว 3 ประการ” ของ นปช.หรือคนเสื้อแดงได้ ก็คงจะมองเห็นว่า แนวคิดที่จะทำการปฏิวัติของ นปช.ก็ใช้หลักการอันเดียวกัน คือ การยึดอำนาจรัฐจะสำเร็จถ้ามีแก้ว 3 ดวง ได้แก่ เป็นผู้กุมอำนาจรัฐ มีอาวุธ และมีกำลังมวลชน) ด้วยเหตุนี้เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา นายทหารที่เชื่อในทฤษฎีก็จะมารวมกลุ่มปรึกษาหารือกัน รวมถึงความพยายามในการที่จะ “สร้างเงื่อนไข”
ให้สุกงอมเพื่อนำไปสู่การทำรัฐประหารนั้น

ผู้ทรงภูมิปัญญาท่านนี้ยังได้ให้รายละเอียดว่า การทำรัฐประหารตั้งแต่ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการดำเนินการตามทฤษฎีนี้อยู่หลายครั้ง ในระยะแรกๆ ส่วนใหญ่จะประสบความล้มเหลว เช่น กรณีกบฏเมษาฮาวายในปี 2524 หรือกบฏ 9 ก.ย. 2529 เป็นต้น การทำรัฐประหารในยุคนี้ไม่ได้จำกัดการสมคบคิดกันอยู่เฉพาะในกลุ่มนายทหาร แต่ได้มีการขยายแก่นแกนไปยังกลุ่มนักธุรกิจและ “ชนชั้นสูง” เพื่อให้เกิด “ฉันทานุมัติ” หรือความยินยอมพร้อมใจในวงกว้าง โดยเชื่อว่าจะทำให้อำนาจของคณะรัฐประหารมีเสถียรภาพภายหลังการทำรัฐประหารแล้วนั้น ดีกว่าการยึดอำนาจโดยทหารล้วนๆ แบบเก่าๆ เราจึงได้ยินว่าการทำรัฐประหารในครั้งหลังๆ แต่ละครั้งนั้นใช้เงินกันเป็นหลักร้อยๆ หรือพันๆ ล้าน รวมถึงที่มีการร่ำลือว่ามีนักธุรกิจใครบ้างมาร่วมลงขัน อยากได้อยากเด่นกับคณะรัฐประหาร เพื่อการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งที่ถูก “ขอความร่วมมือแกมบังคับ” ให้ร่วมเป็นเจ้ามือ

ผู้เขียนฟังแล้วก็ไม่ใคร่จะเชื่ออะไรเท่าใดนัก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ามีความร่วมมือกันระหว่างทหารกับนักธุรกิจและชนชั้นสูงในการทำการรัฐประหาร ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วการทำรัฐประหารในลักษณะนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ “ธุรกิจการเมือง” ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง อีกอย่างหนึ่งนั้นการทำรัฐประหารก็คงไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว เพราะในระบบหุ้นส่วนแบบนี้ ภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ที่เปิดกว้าง คงจะไม่มีใครทนอึดอัด “อมพะนำ” เรื่องราวเหล่านี้ไว้ได้ตามลำพัง

คงต้องขอไปวิจารณ์เรื่องนี้อีกสักหน่อยในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี