posttoday
ศก.โลกในแดนสนธยา ดอกเบี้ย ขาขึ้นยังไร้วี่แวว

ศก.โลกในแดนสนธยา ดอกเบี้ย ขาขึ้นยังไร้วี่แวว

21 กันยายน 2553

ในวันนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฉายแสงอีกครั้ง เพราะหลายประเทศ

ในวันนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฉายแสงอีกครั้ง เพราะหลายประเทศ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
 
ในวันนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฉายแสงอีกครั้ง เพราะหลายประเทศ แม้แต่สหรัฐอันเป็นต้นตอของวิกฤต ยังขยายตัวได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วเกินคาด ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว

ศก.โลกในแดนสนธยา ดอกเบี้ย ขาขึ้นยังไร้วี่แวว

ขณะที่เอเชียได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดและคึกคักที่สุด จนถึงขั้นขยายตัวอย่างร้อนแรง ดังเช่นกรณีของสิงคโปร์ที่คาดว่าในปีนี้จะโตถึง 20% จากที่เคยเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 40 กว่าปี

แต่แล้วเศรษฐกิจก็ยังคลับคล้ายคลับคลาว่ายังคงจมดิ่งในความมืดสลัวอยู่เช่นเดิม

สาเหตุเป็นเช่นนี้ก็เพราะบางประเทศยังต้องอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวยังอยู่ในภาวะที่ง่อนแง่น

ขณะที่อีกหลายประเทศ แม้จะหมดวาระกับมาตรการกระตุ้น แต่ยังไม่อาจก้าวสู่ขั้นตอนต่อไปเพื่อนำพาเศรษฐกิจสู่ภาวะปกติได้ นั่นคือการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่พยายามตรึงดอกเบี้ยให้ต่ำ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้น

จนถึงขณะนี้อาจกล่าวได้ว่า มีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ขึ้นดอกเบี้ยสม่ำเสมอที่สุด นับตั้งแต่สลัดพ้นจากภาวะถดถอย นั่นคือออสเตรเลีย ซึ่งขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วถึง 6 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 8 เดือน

แต่ ล่าสุด ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) กลับแตะเบรกแสดงท่าทีชะลอการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือน RBA ตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิมที่ 4.5% ถือเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่ดอกเบี้ยออสเตรเลียค้างในระดับเดิม

เหตุผลที่ RBA ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากภาพ รวมเศรษฐกิจโลกยังคงไม่มีเสถียรภาพ ส่วนอัตราเงินเฟ้อของออสเตรเลียเริ่มอยู่ใกล้ระดับที่กำหนดไว้

ที่สำคัญก็คือ RBA ยอมรับว่า ออสเตรเลียเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซ้ำซ้อน

สถานการณ์ของออสเตรเลียเป็นภาพสะท้อนได้อย่างดีถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งเคยตั้งความหวังที่จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรองรับการฟื้นตัว แต่กลับต้องพบกับภาวะลักลั่น เพราะแม้ประเทศของตนจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยมาได้ แต่ประเทศใหญ่ซึ่งเป็นตลาดหลักของโลกยังมีอาการร่อแร่

ประเทศที่มีความใกล้เคียงกับออสเตรเลียที่สุด คือ เกาหลีใต้ ซึ่งนักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ว่า จะเป็นประเทศแรกที่ขึ้นดอกเบี้ยในยุคหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่กลับกลายเป็นออสเตรเลียที่ขึ้นดอกเบี้ยก่อน เนื่องจากธนาคารกลางเกาลีใต้ (BoK) ต้องการที่จะมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ขัดขวางการฟื้นตัว

หลังจากตรึงดอกเบี้ยที่ 2% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์เป็นเวลานานเกือบ 1 ปี ก่อนที่ BoK จะยินยอมขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อเดือน ก.ค. โดยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.25%

แต่นับจากนั้น BoK ก็มิได้ขึ้นดอกเบี้ยอีกเลย กระทั่งช่วงต้นเดือนนี้ ที่กูรูเศรษฐกิจต้องหักปากกาไปตามๆ กัน เพราะล้วนแต่เชื่อมั่นว่า BoK จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% อย่างแน่นอน

แต่ดูเหมือนว่า ทัศนะของผู้ว่าการธนาคารกลางจะเริ่มแตกต่างกับทัศนะของนักวิเคราะห์และนักลงทุนมากขึ้นทุกที ดังจะเห็นได้จากกรณีของออสเตรเลียและเกาหลีใต้

ความแตกต่างของทัศนะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ ไม่กี่ปัจจัย ทว่า บางปัจจัยยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร จึงทำให้การขึ้นดอกเบี้ยถูกฉุดรั้งเอาไว้

ปัจจัยแรก คือภาวะเงินเฟ้อเริ่มก่อตัวขึ้นจากการตรึงอัตราดอกเบี้ยนานหลายเดือนหรือนานนับปี แต่แม้อัตราเงินเฟ้อของบางประเทศจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังเช่นกรณีของอินเดียที่อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 8.5% แต่หลายประเทศยังมีความคลุมเครือและไม่แน่นอนอยู่มาก

ปัจจัยต่อมา คือการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ขยายตัวอย่างมั่นคงเท่าที่ควร แม้จะกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่เพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้ผู้บริโภคยังลังเลที่จะใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ยังผลให้บางเดือนมีการใช้จ่ายมาก แต่บางเดือนกลับปรับลดลงมากเช่นกัน เช่นในกรณีของสหรัฐ

อีกปัจจัยเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในยุโรปโดยตรง เพราะการตรึงดอกเบี้ยต่ำ (อยู่ที่ 1% ต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 17 เดือน) ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นหลังจากที่ ฌอง โคลด ตริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า ยุโรปจะยังคงวนเวียนอยู่ในวิกฤตต่อไปจนถึงปีหน้า

แต่แล้วการตรึงดอกเบี้ยอาจสร้างปัญหาได้ไม่น้อย เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต้องการสภาพคล่องค่อนข้างสูง ในช่วงเวลาที่ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะ

ปัจจัยที่ยังคลุมเครือและลักลั่นเหล่านี้ คือมูลเหตุที่ทำให้ท่าทีของธนาคารกลางและความคาดหวังของตลาดสวนทางมาตลอดช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา

จีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความขัดแย้ง และเป็นตัวอย่างที่ก่อให้เกิดวิวาทะร้อนแรงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของจีนอยู่ในระดับต่ำมานาน จนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

ล่าสุด ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อในช่วงเดือน ส.ค. ยังปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.5% สูงที่สุดในรอบ 22 เดือน

สัญญาณอันตรายเหล่านี้ บ่งชี้ถึงความจำเป็นที่จีนจะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย ก่อนที่จะปรับค่าเงินหยวนตามแรงกดดันของสหรัฐ หาไม่แล้วฟองสบู่อสังหาฯ อาจจะแตกเสียก่อน ทำให้จีนสะดุดลงกลางคัน และยังผลให้เศรษฐกิจโลกยิ่งขาดพลวัตขับเคลื่อน

แต่ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังสงวนท่าทีอย่างในประเด็นนี้ มีเพียง หลี่ต้าวคุ่ย ที่ปรึกษาและสมาชิกบอร์ดของ PBOC เท่านั้นที่แย้มว่า อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า จีนมักขึ้นดอกเบี้ยอย่างสายฟ้าแลบ อีกทั้งยังมักขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยที่ปัญหาฟองสบู่นั้นจีนจะใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา ซึ่ง หลี่ต้าวคุ่ย ระบุถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในวาระเดียวกัน

ท่าทีเช่นนี้บ่งชี้ว่า จีนจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนการรับมือไว้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจมีเพียงจีนเท่านั้นที่มีนโยบายที่ชัดเจนที่สุด เพียงแค่รอเวลาที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นในการขึ้นดอกเบี้ย

ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่ผูกตัวเองกับเศรษฐกิจใหญ่ๆ จำเป็นต้องปรับกระบวนนโยบายดอกเบี้ยอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องพบกับแนวโน้มไม่คาดฝัน ดังเช่นโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน

“ดอกเบี้ย” จึงตกอยู่ใน “แดนสนธยาทางเศรษฐกิจ”

เป็นภาวะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่อาจก้าวไปสู่แสงสว่างที่ปลายทางได้ดังใจ แม้จะพยายามสลัดหนีความมืดมนของวิกฤตอย่างทุรนทุรายจนเกือบสำเร็จแล้วก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท