
สังคายนาการเตือนภัย
กรณีสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุเซินกาในหลายพื้นที่ภาคอีสานทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
กรณีสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุเซินกาในหลายพื้นที่ภาคอีสานทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากชาวบ้านจำนวนมากรับมือน้ำท่วมไม่ทัน การแจ้งเตือนจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังดูล่าช้าไม่ทันสถานการณ์
แม้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะออกมาให้ข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด แต่ดูเหมือนว่าการออกมาเตือนภัยด้วยเครื่องมือที่มี และการทำงานด้านการข่าวเชิงรุก ยังติดๆ ขัดๆ ไม่เท่าทันสถานการณ์ที่อยู่ในระดับฉุกเฉิน ซึ่งต้องการความรวดเร็ว แม่นยำ
ขณะเดียวกัน ในโลกโซเชียลซึ่งมีศักยภาพในการปล่อยสารพัดข่าวลืออย่างรวดเร็วและมีความถี่นับเป็นรายวินาที ก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาสร้างสถานการณ์สับสนให้ประชาชนที่รับข่าวสารเหล่านี้แล้วส่งต่อๆ กันไปผ่านเครือข่ายของตัวเอง อย่างข่าวลือ เช่น อ่างเก็บน้ำใน จ.สกลนคร แตก เขื่อนใน สปป.ลาว แตก จะมีพายุเนสาทที่รุนแรงกว่าเซินกาถึง 2 เท่า พัดเข้ามาถล่มซ้ำ
เช่นเดียวกับกรณีที่มีการออกมาระบุว่า พื้นที่เขื่อนห้วยทรายมีการปล่อยปละละเลยให้มีการกักเก็บและสะสมปริมาณน้ำในเขื่อนไว้เป็นปริมาณมากกว่า 3.05 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินกว่าปริมาตรความจุของเขื่อนที่จะรองรับได้เพียง 2.66 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เกิดน้ำล้นคันเขื่อนจนเป็นเหตุให้สันเขื่อนแตกยาวมากกว่า 20 เมตร ทำให้เกิดน้ำทะลักกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลลงสู้ด้านท้ายของเขื่อนไปท่วมพื้นที่ ต.ขมิ้น และพังขว้าง ซึ่งมีบ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตรจมอยู่ในน้ำ
เรื่องนี้มีผู้ออกมาท้วงติงว่า กรมชลประทาน ปิดข่าวและออกมาแก้ข่าว ด้วยการบอกว่าเป็นเพียงสถานการณ์น้ำกัดเซาะสันเขื่อนลึกประมาณ 4 เมตร ยาว 20 เมตรเท่านั้น ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำใดที่แตกร้าว
ในภาวะที่ข่าวลือข่าวจริงปนกัน จนประชาชนไม่รู้ว่า จะเชื่อใครดีนั้น มักจะกลายเป็นแรงโหมให้การเฝ้าระวังสับสนยิ่งขึ้นไปอีก
การออกมาเตือนประชาชน โดยขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับและส่งต่อข่าวสารในโลกออนไลน์ ให้ติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจากทางราชการ เป็นมาตรการที่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่กำลังประสบภัย หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่
ต้องยอมรับอีกด้วยว่า การประเมินสถานการณ์เพื่อเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยเตรียมตัวรับมือนั้นค่อนข้างล่าช้า จนประชาชนในหลายพื้นที่เตรียมตัวไม่ทัน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างหนัก จนสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเตือนอุทกภัยรอบนี้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดหรือไม่
บทเรียนความล่าช้าในรัฐบาลนี้ เคยมีบทเรียนแล้วจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2559 ลากยาวถึงช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา น้ำท่วมครั้งนั้นหลายพื้นที่มีระบบการเตือนภัยที่ล่าช้า จนทำให้ประชาชนชะล่าใจจนรับมือความเสียหายไม่ทัน
รัฐบาลนี้กำลังหลงลืมบทเรียนสำคัญจากอดีตเรื่องการแก้ปัญหาอุทกภัยที่ล้มเหลวอย่างยิ่งเมื่อปี 2554 ในยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงเวลานั้นมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) โดยใช้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์ใหญ่เพื่อต่อสู้กับอุทกภัย แต่จากข้อผิดพลาดในการทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพ แก้ไขได้เพียงปัญหาเฉพาะหน้า ขาดการบูรณาการข้อมูล ส่งผลให้การป้องกันและการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชนและภาคธุรกิจผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งก็แจ้งเตือนเร็วเกินไป ข้อมูลพันกันยุ่งเหยิงจนรับมือไม่ได้และหมดความน่าเชื่อถือไปในที่สุด
ดังนั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลนี้ จะต้องสังคายนาการทำงานเรื่องการเตือนภัยที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึงเท่าทันสถานการณ์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม หรือต้องยกเครื่องเรื่องนี้ใหม่ อย่าให้อดีตซ้ำรอย







