จับทาง ‘ยิ่งลักษณ์’ สู้ทุกเม็ดจนสุดทาง
เดือน ส.ค. 2560 เป็นหนึ่งเดือนที่ต้องเตรียมบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากมีคิวที่อดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนที่เป็นจำเลยต้องขึ้นฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เดือน ส.ค. 2560 เป็นหนึ่งเดือนที่ต้องเตรียมบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากมีคิวที่อดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนที่เป็นจำเลยต้องขึ้นฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสองคดี
คดีแรก คดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยเป็นคดีที่ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" และ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" เป็นจำเลยร่วมกันในคดีนี้ ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 2 ส.ค.
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโจทก์ยื่นฟ้องได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยมีความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ในคำฟ้องของ ป.ป.ช.ได้มีการบรรยายถึงพฤติการณ์ความผิดของอดีตนายกฯ สมชายส่วนหนึ่งว่า "เมื่อปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสในการเข้าดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเปิดทางเข้ารัฐสภาในตอนเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2551
แต่สมชายก็ไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชายุติการ กระทำ กลับปล่อยให้มีการกระทำที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต การกระทำหรือละเว้นการกระทำของสมชาย จึงมีมูลความผิดทางอาญา"
คดีที่สอง คดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าคดีนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกฯ เป็นจำเลย โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 ส.ค.
คดีนี้ยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตและละเลยให้เกิดความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
คณะกรรมการ ป.ป.ช.สรุปความผิดของยิ่งลักษณ์เอาไว้ว่า "เป็นกรณีจำเป็นที่ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณายับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบว่ามีการทุจริตในการดำเนินโครงการและความเสียหายต่างๆ จากการดำเนินโครงการ
แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องพิจารณายุติหรือยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและระงับยับยั้งความเสียหายจากการดำเนินโครงการมากยิ่งขึ้น"
หากพิจารณาว่าคดีไหนเป็นไฮไลต์มากที่สุด คงต้องยกให้กับคดีของยิ่งลักษณ์ เพราะเป็นคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย อีกทั้งคดีจำนำข้าวเป็นกรณีที่ยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหามาตลอดว่าเป็นโครงการที่เต็มไปด้วยและการทุจริต
หากยิ่งลักษณ์ผิดจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าการรับจำนำข้าวเป็นมาตรการที่อุดมไปด้วยปัญหาอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งลักษณ์จะขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร สส.ตลอดชีวิตตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นการปิดฉากทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ตลอดกาล เว้นแต่ในอนาคตจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในส่วนนี้
แต่ถ้าผลออกมาเป็นตรงข้าม แน่นอนว่ากลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายยิ่งลักษณ์ ย่อมใช้เป็นเงื่อนไขในการกดดันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
อย่างไรก็ตาม ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์ของยิ่งลักษณ์บนสมมติฐานที่ว่าเป็นฝ่ายแพ้คดี คือ ถูกพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา จะพบว่าอดีตนายกฯ สุภาพสตรีรายนี้ก็ยังมีช่องทางในการต่อสู้ เพื่อไม่ให้ตัวเองยังไม่ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำทันที เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 195 เปิดช่องให้มีสิทธิอุทธรณ์
"คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา
การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกาซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน และได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวนเก้าคน โดยให้เลือกเป็นรายคดีและเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา" สาระสำคัญของมาตรา 195
ระบบการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ แม้จะเป็นการตัดสินคดีภายใต้หลักการความเป็นศาลสูงสุด แต่ระบบวิธีการพิจาณาคดียังคงมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบศาลยุติธรรมปกติ คือ มีการยื่นประกันตัวและการอุทธรณ์ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
หมายความว่า ถึงยิ่งลักษณ์จะถูกพิพากษาให้มีความผิดโดยไม่รอลงอาญา แต่ก็สามารถยื่นขอประกันตัวและอุทธรณ์คำพิพากษาได้ ซึ่งการอุทธรณ์ในบริบทนี้เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยมากขึ้น
กล่าวคือ สามารถอุทธรณ์ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งต่างจากอดีตที่จำเลยต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่เท่านั้นถึงจะสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้
เห็นแบบนี้แล้ว "ยิ่งลักษณ์" ยังมีช่องทางในการต่อสู้อีกหลายยก เพราะไม่มีทางที่อดีตนายกฯ จะยอมเดินเข้าเรือนจำง่ายๆ อย่างแน่นอน


