
‘คุณปู่ คุณย่า ต้องการอะไร...’
คุณหล้าเป็นมัคคุเทศก์อิสระที่ “เชกา” ได้พบที่ประชุมระดมเวทีสาธารณะ เรื่อง “เมืองอัจฉริยะเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวผู้สูงอายุ”
โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
คุณหล้าเป็นมัคคุเทศก์อิสระที่ “เชกา” ได้พบที่ประชุมระดมเวทีสาธารณะ เรื่อง “เมืองอัจฉริยะเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวผู้สูงอายุ” เธอเป็นหญิงวัยใกล้ 40 ผิวขาว หน้าตาเกลี้ยงเกลา พูดจาไพเราะสำเนียงคนเมืองเชียงใหม่ เธอเพิ่งย้ายกลับมาเมืองไทย หลังจากไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นกับสามีชาวญี่ปุ่นมากว่า 15 ปี เธอเริ่มรับลูกค้านักท่องเที่ยวผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นมาประมาณ 3 เดือนแล้ว...จุดแข็งของคุณหล้า คือ เธอพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดีและมีความเข้าใจคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทำให้มีลูกค้าแนะนำกันมามาก เธอเล่าว่า ลูกค้าผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการความโลดโผนแบบคนหนุ่มสาว ขอให้มีความปลอดภัย เที่ยวแบบสบายๆ ดูวัฒนธรรมและวิถีชีวิต อาหารอร่อย ที่นอนสะอาดดี ไม่เที่ยวกลางคืน แต่ควรมีโรงพยาบาลใกล้ๆ ที่พร้อมรับได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุทุกชาติมีความต้องการคล้ายคลึงกัน สิ่งที่ผู้ประกอบการทั้งบริษัททัวร์และที่พักต้องเข้าใจ คือ การเคลื่อนไหวของคุณปู่คุณย่าจะช้าลง ดังนั้นอย่าเร่งรีบ ต้องจัดกิจกรรมให้ทำอย่างช้าๆ ไปดูวัด วัง ตลาด และของเก่า...ไทยเรามีของเก่าที่ยังมีชีวิต คือยังใช้งานได้อยู่มากมาย เช่น สถานีรถไฟเก่าที่ยังคงใช้งานและรักษาสภาพดั้งเดิมของอาคารไว้ ตั้งแต่ระยะเริ่มสร้างทางรถไฟสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 มีอยู่หลายแห่ง เช่น สถานีรถไฟลำพูน สถานีรถไฟบ้านปิน...ผู้สูงอายุชาวเกาหลี ชาวญี่ปุ่น มาเห็นก็ชื่นชมมาก บอกว่า “อย่ารื้อสร้างใหม่นะ สมัยก่อนตอนฉันเป็นเด็ก สถานีรถไฟที่บ้านต่างจังหวัดก็คล้ายแบบนี้ แต่ตอนนี้แทบไม่เหลือ รื้อสร้างใหม่เกือบหมดแล้ว ดูแล้วเหมือนย้อนอดีตให้คิดถึงบ้านเกิดและวัยเด็ก”
“สถานีรถไฟบ้านปิน” ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 อยู่บนทางรถไฟสายเหนือ อ.ลอง จ.แพร่ เป็นอันซีนไทยแลนด์ที่มีความพิเศษมากหน่อย ตรงที่เป็นสถานีรถไฟแห่งเดียวในประเทศไทย ตามสถาปัตยกรรมบาวาเรียนที่ผสมผสานกับเรือนไทยทรงปั้นหยาที่ใช้ไม้เป็นหลักได้อย่างลงตัวโดยนายช่างเยอรมัน...ในความหมายเชิงลึก คือ สัญลักษณ์ความพยายามของสยามในการคานอำนาจมหาอำนาจต่างชาติอื่นๆ ที่รุมขยายเขตอิทธิพลเหนือสยามประเทศในขณะนั้น
นักท่องเที่ยวจีนเดินทางท่องเที่ยวกันปีละ 127 ล้านคน มียอดใช้จ่ายในการไปท่องเที่ยวต่อคนเฉลี่ยราว 7.5 หมื่นบาท เกาหลี เดินทางท่องเที่ยวปีละ 19 ล้านคน ใช้จ่ายท่องเที่ยวต่อคนเฉลี่ย 4.27 หมื่นบาท และญี่ปุ่น เดินทางท่องเที่ยว 17 ล้านคน เฉลี่ยใช้จ่ายคนละ 4.17 หมื่นบาท...กลุ่มนี้เป็นผู้สูงอายุราว 10% หรือ 16 ล้านคน จะให้เขาไปใช้ประเทศอื่นก็กระไรอยู่ใช่ไหมคะ...ดังนั้น ถ้าจะพาผู้สูงอายุดั้นด้นเที่ยวทั่วไทย คงต้องสร้างบริการและสาธารณูปโภคพื้นฐานให้ดี สะดวกสบายและปลอดภัยจึงได้มีความคิดริเริ่มศึกษาเรื่องเมืองอัจฉริยะกับนักท่องเที่ยวสูงอายุกัน...
ส่วนเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะที่เขาสร้างให้ผู้สูงอายุได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันมีหลายระบบที่น่าสนใจมากค่ะ อาจนำมาปรับใช้ในไทยได้ในระยะเวลาอันสั้นเลย มี อาทิ ป้ายรถประจําทางอัจฉริยะ ของเกาหลี ที่บอกว่าอีกกี่นาทีรถจะมาถึง มีสถานีวิทยุจราจรให้ฟัง ข้อมูลพยากรณ์อากาศ กล้อง CCTV จอมอนิเตอร์โฆษณาสินค้า และบัตร T-Money ที่ใช้ชําระค่าโดยสารรถประจําทาง รถแท็กซี่ จ่ายค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าได้เลยโดยไม่ต้องพกเงินสด
สามารถดู แอพรถประจำทางบนมือถือ ตรวจสอบเส้นทางเดินรถ ระยะเวลาถึงที่หมาย เวลาที่รถจะวิ่งเข้ามาถึง แผนที่ นอกจากนี้ ยังมีระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยและค้นหาตำแหน่งที่อยู่ของเด็กกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ จากอุปกรณ์ที่ติดตัว ระบบจะแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เมื่อเด็กหรือผู้ป่วยออกจากบริเวณที่เฝ้าดูแล หรือกดปุ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากอุปกรณ์
บัตร Beijing Connect ของรัฐบาลปักกิ่งก็น่าสนใจค่ะ รัฐบาลปักกิ่งจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านบัตรนี้เดือนละ 100 หยวน บัตรออกให้ผู้สูงอายุซึ่งสามารถสแกนผ่านระบบเมื่อขึ้นรถโดยสารสาธารณะโดยไม่ต้องชําระเงินสามารถนําไปซื้อสินค้าและบริการโดยหักชําระเงินจากบัตรได้เลย นอกจากนี้ บุตรหลานยังสามารถเติมเงินเพิ่มลงในบัตรให้แก่ผู้สูงอายุได้ด้วย
หลังจากศึกษาเรื่องการสร้างเมืองอัจฉริยะกันมาหลายเมืองหลายประเทศแล้ว พบว่าเหตุปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors) นอกจากจะต้องมีเงินลงทุน ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว ยังต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1) มีระบบโครงข่ายโทรคมนาคมที่รวดเร็ว มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตครอบคลุมทั่วประเทศ และมี Free Wifi ในที่สาธารณะและรถประจำทาง รถไฟฟ้า
2) มีนโยบายของรัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่อเนื่องกัน ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ชุดกี่พรรคกี่ฝ่าย และ 3) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ทุกประเทศใช้รัฐบาลส่วนท้องถิ่น เช่น ศาลาว่าการเมือง อบจ. อบต. เทศบาล เป็นผู้ขับเคลื่อนในพื้นที่ของตนเอง เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นรู้ปัญหาและเข้าใจบริบทท้องถิ่น หากไม่ดำเนินการเอง ไม่สนับสนุน ขาดวิสัยทัศน์ ก็ขับเคลื่อนได้ยาก...ทั้ง เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น ต่างก็กำหนดให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนและดำเนินการด้วยตนเอง ภายใต้กรอบนโยบายของชาติจากรัฐบาลกลาง
เทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ตที่มีความสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วและพาก้อนข้อมูลไปได้ในปริมาณมาก จึงเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ ใครพัฒนาได้ไกลกว่าก็จะได้เปรียบ เกาหลีตั้งเป้าใช้อินเทอร์เน็ต 5G ได้ทั่วประเทศภายในปี 2562...ตอนนี้เราใช้ 3G และ 4G ดาวน์โหลดก้อนข้อมูลใหญ่ เช่น วิดีโอหนังใช้เวลาหลายนาที แต่ 5G เร็วกว่า 1,000 เท่า แค่ไม่กี่วินาทีก็ดาวน์โหลดสำเร็จ อีกไม่กี่ปีเกาหลีจะเป็นหนึ่งในเจ้าแห่งข่าวสารข้อมูลที่รวดเร็วกว่าใคร เพราะมีระบบพื้นฐานของการทำ Big Data (อภิมหาข้อมูล)







