
"ศิริชัย" เปิดใจลาออกประธานศาลอุทธรณ์
"ศิริชัย วัฒนโยธิน" แถลงเปิดใจลาออกจากประธานศาลอุทธรณ์ แจงเหตุจากถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา
"ศิริชัย วัฒนโยธิน" แถลงเปิดใจลาออกจากประธานศาลอุทธรณ์ แจงเหตุจากถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา
เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาภิเษก นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ได้ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนกรณีขอลาออกจากราชการและตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ว่า สำหรับตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา อาจเป็นการแต่งตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่อง พ.ร.บ.ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งคน ให้มีรองประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งคน แต่ไม่เกินหกคน
"เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกาว่างลง หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองประธานศาลฎีกาที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน เมื่อผมอาวุโสรองลงมาจากประธานศาลฎีกา หากประธานศาลฎีกาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ใครจะเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน ตรงนี้ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ"นายศิริชัย กล่าว
นายศิริชัย กล่าวว่า ส่วนสาเหตุการขอลาออกจากราชการเนื่องจากตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกาและเตรียมโยกย้ายตนไปดำรงตำแหน่งดังกล่าวทั้งที่ตำแหน่งนี้ ไม่มีศักดิ์เท่ากับประธานศาลอุทธรณ์ แม้ว่าจะระบุในประกาศว่าตำแหน่งเทียบเท่ากันก็ตาม อีกทั้งสาเหตุที่ต้องลาออกเนื่องจากที่ประชุม ก.ต. มีมติเอกฉันท์ 14-0 เสียง และคณะอนุ ก.ต. มีมติเสียงข้างมาก 19-1 เสียง ที่เห็นว่าตนไม่เหมาะสมขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาแม้อาวุโสสูงสุดก็ตาม
ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีมีบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนกล่าวหาตน กรณีการเพิกถอนโอนย้ายสำนวนคดียาเสพติด จำนวน 3 สำนวน ทั้งที่ตนได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับคณะอนุกรรมการ ก.ต. และ ก.ต. ไปแล้ว โดยการกระทำดังกล่าวปฏิบัติตามข้อกฎหมายทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งหมด
“หากตนลาออกไป แม้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะดำเนินการสอบต่อก็เป็นเรื่องของเขา หากเขาต้องการให้ชี้แจง ก็พร้อมชี้แจงเต็มที่ ตามเอกสารหลักฐานที่เคยชี้แจงไปหมดแล้ว ทั้งที่มันควรจบ เพราะข้อเท็จจริงเป็นแบบนั้น ส่วนประเด็นบัตรสนเท่ห์ที่ร้องเรียนตนนั้น เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งหมด ตนไม่ได้ตั้งธงว่า จำเลย จะต้องจำคุก แต่ข้อเท็จจริงตามสำนวนเป็นอย่างนั้น และที่ผ่านมาสมัยเป็นกรรมการ ก.ต. ตนเป็นหัวหอกในการฟาดฟันข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่หลายราย ที่มีส่วนพัวพันกับคดียาเสพติดด้วย เพราะคดีเหล่านี้ ทำให้ไม่ได้เป็นประธานศาลฎีกา แล้วมันถูกต้องหรือไม่ ที่ผ่านมาผมยอมถอย ถอยมาตลอด ถอยจนกระทั่งไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว” ประธานศาลอุทธรณ์ กล่าว
ประธานศาลอุทธรณ์ กล่าวว่า อุตส่าห์อยู่เฉย ๆ ขอเป็นประธานศาลอุทธรณ์อย่างเงียบ ๆ รอเกษียณอายุราชการ แต่ก็อยู่ไม่ได้ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่คิดฟ้องใคร เคยมีความคิดว่ายื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกา แต่กังวลว่าจะระคายเบื้องพระยุคลบาท เลยไม่ทำ มาวันนี้จึงอยากฟ้องต่อสื่อ ฟ้องต่อประชาชน ฟ้องหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ทำอย่างนี้ได้หรือไม่ แม้ก่อนหน้านี้ที่มีกระแสข่าวว่าจะฟ้องคณะกรรมการ ก.ต. แต่ก็ไม่ฟ้อง คิดว่าเป็นเรื่องลิขิตและวาสนา
ถามว่า เป็นประเด็นการเมืองภายใน หรือมีการแทรกแซงอะไรหรือไม่นั้น นายศิริชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมระบุว่า ไม่ทราบว่าการเมืองภายในคืออะไร แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ ขอให้สื่อและประชาชนทุกคนพิจารณา
เมื่อถามว่า ที่อยากฟ้องหัวหน้า คสช. อยากให้ดำเนินการอะไร นายศิริชัย กล่าวว่า คงไม่ทำหนังสือโดยตรงถึงหัวหน้า คสช. แต่อยากให้ลองไปถามผู้พิพากษาทั่วประเทศว่า ทำได้หรือไม่ แม้มีมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ที่มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดอยู่ แต่อยากให้ทราบว่า กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่นายศิริชัย ขอแถลงต่อสื่อมวลชนหลังจากที่ผ่านมาแถลงข่าวกรณีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกามาแล้วถึง 2 ครั้ง และในระหว่างแถลงข่าวมีข้าราชการในศาลอุทธรณ์เข้าร่วมฟังและให้กำลังโดยมอบดอกกุหลาบสีชมพูให้กับนายศิริชัย หลังแถลงข่าวเสร็จสิ้นด้วย







