
อย่าเตะถ่วงกฎหมาย
ตั้งแต่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะให้เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาใช้แทนภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อให้ระบบการจัดเก็บภาษี
ตั้งแต่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะให้เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาใช้แทนภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อให้ระบบการจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนปฏิรูประบบภาษีที่กระทรวงการคลังจะต้องจัดทำแผนหารายได้ให้สมดุลกับรายจ่ายในอนาคตที่อยู่ในระดับสูง แต่การขยายตัวของรายได้รัฐบาลต่ำกว่า กฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีความล่าช้าในการพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นเพราะทุกฝ่าย โดยเฉพาะทางฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศ
ตั้งแต่เริ่มต้นที่จะมีการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในหลักการไม่มีใครคัดค้าน เพราะเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายนี้ก็เพื่อจะเก็บภาษีกับเศรษฐีที่ดินที่มีที่ดินมากมายแต่ไม่นำมาใช้ประโยชน์ ทำให้เกิดความสูญเปล่าในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงจะเก็บภาษีที่ดินเปล่าในอัตราก้าวหน้า เพื่อบีบให้ผู้ครอบครองที่ดินจำนวนมากนำที่ดินออกมาใช้ประโยชน์ จะปลูกพืชหรือทำเพื่อการพาณิชย์ก็แล้วแต่ เป็นการกระจายที่ดินออกมาจากมือเศรษฐีที่ดินที่มีอยู่ไม่กี่กลุ่มในประเทศไทย
ในหลักการของกฎหมายนั้นไม่มีปัญหา แต่ก็เกิดการถกเถียงกันหนักในรายละเอียด เนื่องจากอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างที่กระทรวงการคลังเสนอไปมีทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ 1.ที่ดินเพื่อการเกษตร มีเพดานภาษีสูงสุด 0.20% และให้ยกเว้นเก็บภาษีที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่ดินมูลค่า 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ให้เก็บ 0.10%
ส่วนประเภทที่ 2 เป็นที่ดินเพื่ออยู่อาศัย เพดานภาษี 0.50% เว้นภาษีบ้านหลังแรกมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท บ้าน 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และเกิน 100 ล้านบาท เก็บ 0.10% สำหรับบ้านหลังที่ 2 มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.03% บ้าน 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และเกิน 100 ล้านบาท เก็บ 0.10%ขณะที่ประเภทที่ 3 ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ กำหนดเพดานภาษีไม่เกิน 2% โดยมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษี 0.30% มูลค่า 20-50 ล้านบาท เสีย 0.50% มูลค่า 50-100 ล้านบาท เสีย 0.70% มูลค่า 100-1,000 ล้านบาท เสีย 0.90% มูลค่า 1,000-3,000 ล้านบาท เสีย 1.20% และมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท เสีย 1.50% และประเภทที่ 4 ที่ดินว่างเปล่า กำหนดเพดานไม่เกิน 2% หากไม่ใช้ประโยชน์จะเก็บเพิ่มขึ้น 0.50% ทุกๆ 3 ปี แต่สุดท้ายต้องไม่เกิน 5%
อัตราภาษีที่กำหนดออกมานั้น มีการถกเถียงกันมากในเรื่องของภาษีบ้านหลังแรก ที่ทางคณะกรรมาธิการสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นว่าการเริ่มเก็บภาษีบ้านที่มีมูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป เป็นเพดานที่สูงเกินไป กลายเป็นคนรวยก็ไม่ต้องเสียภาษี ควรจะลดเพดานบ้านหลังแรกที่ไม่ต้องเสียภาษีลงมาเหลือ 20 ล้านบาท น่าจะเหมาะสมกว่า
โดยข้อเท็จจริง การทักท้วงเรื่องจะเก็บภาษีที่ดินบ้านที่มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทขึ้นไปนั้น รัฐบาลก็น่าจะรับฟังได้ เพราะไม่น่าจะสร้างภาระให้กับประชาชน เพราะคนที่จะมีบ้านราคา 20 ล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอันจะกิน มีฐานะพอสมควรจึงจะซื้อบ้านมูลค่าสูงได้ ในขณะที่คนชั้นกลางซื้อบ้านหลังละไม่กี่ล้านบาทก็แทบจะไม่มีปัญญาจ่ายหนี้แล้ว ซึ่งเรื่องความเห็นต่างในรายละเอียดของกฎหมายนั้น ควรจะหาข้อยุติให้ได้โดยเร็ว เพราะกฎหมายนี้ส่งไปให้ สนช.พิจารณาตั้งแต่ปีที่แล้ว และใช้เวลาพิจารณานานกว่าภาษีอื่นๆ
การล่าช้าในการออกภาษีนี้ ทำให้เกิดช่องว่างของเวลาที่เหล่าเศรษฐีที่ดินทั้งหลายต่างพากันใช้ช่วงที่กฎหมายยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา หาแนวทางที่จะทำให้เสียภาษีน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการโอนเปลี่ยนมือทรัพย์สิน ที่ได้มีการเร่งดำเนินการตั้งบริษัทนิติบุคคลมารับโอนที่ดินออกไปจากกลุ่มเดิมจำนวนมาก หากเห็นว่ากฎหมายนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก็ควรจะเร่งผลักดันให้กฎหมายออกมาใช้







