
เศรษฐกิจซุกระเบิด
อยากจะเชื่อตามที่รัฐบาลบอกเหมือนกันว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง แต่เมื่อลองพิจารณาตัวเลข
อยากจะเชื่อตามที่รัฐบาลบอกเหมือนกันว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง แต่เมื่อลองพิจารณาตัวเลขที่ออกมาดีหลายตัว เป็นการเพิ่มขึ้นที่ยังซ่อนปมปัญหาอยู่ และยังขาดการกระจายตัวของการเติบโตลงไปในระดับฐานรากอย่างชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกรงว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลเชื่อ อาจทำให้มองข้ามกับระเบิดทางเศรษฐกิจที่พร้อมจะบอมบ์ได้ทุกเมื่อไป
ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายงานเมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ความตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจของประเทศเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง จากการส่งออกที่ขยายตัวได้ในระดับสูง 13.2% การท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง 3.3%คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะดีกว่าไตรมาสแรก และมีรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในไทยจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ พบว่า 35.7% มีแผนจะขยายการลงทุนในประเทศไทย และ 62.5% จะเดินหน้าลงทุนในไทยตามแผนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แนวโน้มที่ดีดังกล่าวเป็นการมุ่งหวังให้ส่งผลดีทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่พี่น้องประชาชนทุกคน อย่างไรก็ตาม หนี้สินยังเป็นปัญหาปากท้องที่รัฐบาลไม่อาจละเลยได้ เป็นจุดหมายของแทบทุกมาตรการของรัฐบาล ในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปลดเปลื้องภาระให้กับประชาชนหลากหลายกลุ่มที่ต้องแบกรับมานาน จนทำให้ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันได้เท่าที่ควร
รัฐบาลบอกว่าปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังต้องลดลงให้ได้อีก โดยข้อมูลล่าสุดสิ้นไตรมาสแรก ปี 2560 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนปรับลดจาก 79.8% มาอยู่ที่ 78.6% ของรายได้รวมของประเทศ รัฐบาลแก้หนี้ครัวเรือนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น กลุ่มเกษตรกรได้มีการรับขึ้นทะเบียนข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับหมู่บ้าน กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีการเพิ่มช่องทางการให้สินเชื่อหลายด้าน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และกลุ่มผู้ที่มีรายได้ประจำแต่ยังมีภาระหนี้ล้นพ้นตัว ก็มีโครงการคลินิกแก้หนี้
ภาพรวมที่รัฐบาลฉายให้ดูจะเห็นว่าเศรษฐกิจรวมกำลังขยายตัวจากการส่งออกที่ดีเกินคาด รายได้จากภาคท่องเที่ยวยังเป็นตัวช่วยที่ดี ขณะการลงทุนภาคเอกชนที่เป็นปัญหาใหญ่ทางบีโอไอก็ยืนยันว่านักลงทุนต่างมีแผนจะลงทุน ส่วนการบริโภคในประเทศ ทั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว กำลังจะได้รับการแก้ไขให้กลับมามีกำลังซื้อได้มากขึ้นไม่ติดกับดักหนี้
หากเป็นอย่างที่รัฐบาลว่าจริง ผลที่ออกมาเศรษฐกิจน่าจะคึกคัก แต่ในชีวิตของประชาชนทั่วไปหลายคนคงรับรู้ได้ว่า แนวโน้มหนี้ที่ท่วมอยู่มีความหวังที่จะลดลงให้กล้าใช้จ่ายแค่ไหน กำลังจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคาผลผลิตการเกษตรดีขึ้น มีรายได้จากค่าแรงที่ปรับ มีโบนัส หรือมีรายได้จากค่าล่วงเวลาที่ต้องเร่งผลิตจากสินค้าที่ขายดีมากขนาดไหน
ทั้งนี้ เพราะกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อสต๊อกเอาไว้ขายถึงปลายปีนี้ เนื่องจากการออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่มีโทษทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งสูงคนละ 4 แสนบาท ดังนั้น ก่อนที่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการฯ คนต่างด้าวจะบังคับใช้ จึงมีการเร่งผลิตเพื่อสต๊อกสินค้าให้พอขายได้ถึงปลายปีนี้ จากนั้นเอสเอ็มอีหลายรายก็หยุดผลิตปิดโรงงานยาวไปถึงปลายปี และส่งแรงงานต่างด้าวกลับบ้าน เพราะไม่อยากเสี่ยงกับค่าปรับที่สูง แม้จะมีการใช้มาตรา 44 เลื่อนการใช้ 4 มาตราไป 180 วัน หรือประมาณครึ่งปี
จากปมปัญหาดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นมาให้บั่นทอนกำลังใจคนทำงาน แต่อยากจะบอกว่าปมที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอีกหลายเรื่อง เมื่อเป็นเช่นนั้นตัวเลขเศรษฐกิจที่ขยายตัวจึงอาจไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นได้กับในสภาพความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ งานนี้ต้องแก้ให้ถึงต้นตอและถูกจุด







