
สร้างอย่างเข้าใจ
ระหว่างวันที่ 6-9 ก.ค. 2560 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเจ้าภาพจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์
ระหว่างวันที่ 6-9 ก.ค. 2560 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเจ้าภาพจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยธุรกิจสตาร์ทอัพขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากปีที่แล้ว มีผู้ประกอบการประมาณ 700 ราย แต่ปีนี้เพิ่มเป็น 1,500 ราย กระทรวงวิทย์ฯ คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทในปีนี้
กระแสการตื่นตัวของธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย เริ่มอย่างจริงจังในช่วง 2-3 ปีมานี้ หลังจากภาครัฐบาลเข้ามาให้ความสำคัญ ตั้งกองทุนร่วมลงทุน โดยให้ธนาคารของรัฐเป็นเจ้าภาพในการเข้าไปลงทุน ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แม้จะยังมีความสับสนระหว่างเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชนและสตาร์ทอัพ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวมากยิ่งขึ้น
ในความเป็นจริง สตาร์ทอัพไทยไปแจ้งเกิดในต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่เป็นที่รับทราบในวงกว้าง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ศึกษาในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เมื่อจบแล้วทำงานอยู่ที่ซิลิคอน วัลเล่ย์ ซึ่งเป็นเมืองแห่งสตาร์ทอัพ เพราะบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่แจ้งเกิดจากซิลิคอน วัลเล่ย์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก กูเกิล แอปเปิ้ล หรือ อีเบย์
ประเทศไทยเองอยากจะสร้างให้เกิดซิลิคอน วัลเล่ย์เช่นเดียวกัน เจ้าภาพหลักอย่างกระทรวงวิทย์ฯ มีแผนพัฒนาย่านนวัตกรรมอย่างน้อย 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจสตาร์ทอัพ ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่อย่างทรู มีแผนจะลงทุนพัฒนาย่านนวัตกรรมเช่นเดียวกัน มีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท ถือเป็นโครงการที่สร้างความตื่นเต้นไม่น้อย
ขณะเดียวกัน กระทรวงวิทย์ฯ ยังร่วมกับ 35 หน่วยงาน ลงนามร่วมกันในการศึกษา พัฒนา กฎ ระเบียบต่างๆ ที่จะเอื้อต่อการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย หลังจากก่อนหน้านี้ ใช้มาตรการทางภาษีจูงใจให้เกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ เช่น เว้นภาษีกิจการกองทุนร่วมลงทุน 10 ปี เว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกับธุรกิจสตาร์ทอัพ 5 ปี และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกับธุรกิจโค-เวิร์กกิ้ง สเปซ 8 ปี เป็นต้น
สำหรับแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ มีทั้งการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น ในประเด็นเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นให้พนักงาน กฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนในสตาร์ทอัพ หรือการอนุญาตให้บริษัทสามารถออกตราสารหนี้แปลงสภาพ เพื่อเพิ่มช่องทางระดมทุน เป็นต้น
รวมถึงข้อเรียกร้องทั้งเรื่องการเปิดทำสตาร์ทอัพ วีซ่า และเปิดโอกาสให้กลุ่มดิจิทัล นอแมด (Digital Nomad) ทำธุรกิจในไทย ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการเข้ามาลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยมากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะชิงฮับธุรกิจสตาร์ทอัพในภูมิภาคนี้จากสิงคโปร์







