
ปปช.โอดได้งบปราบทุจริตแค่ 3 พันล้านน้อยเกินไป
ปปช.โอดได้งบปราบทุจริตแค่ 3 พันล้าน เทียบเป็นแค่10 สตางค์ พร้อมเสนอยกเลิกโทษประหารชีวิตคดีทุจริต หลังต่างประเทศไม่เห็นไทยอยู่ในสายตา
ปปช.โอดได้งบปราบทุจริตแค่ 3 พันล้าน เทียบเป็นแค่10 สตางค์ พร้อมเสนอยกเลิกโทษประหารชีวิตคดีทุจริต หลังต่างประเทศไม่เห็นไทยอยู่ในสายตา
เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดสัมมนาเรื่อง “ร่างกฎหมายป.ป.ช.: ก้าวใหม่แห่งการปฏิรูปการปราบปรามการทุจริต”
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้รับการขนานนามว่าเป็นฉบับปราบโกง ซึ่งภารกิจดังกล่าวคงหนีไม่พ้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นที่ทราบกันดีว่าป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระที่มีความสำคัญมายาวนาน ไม่ว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้ง ป.ป.ช.ก็ยังอยู่ยืนยงเพื่อดูแลปัญหาที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งต้องคิดกันว่าทำอย่างไรกระบวนการไต่สวนพิจารณาข้อร้องเรียน จึงจะมีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าไม่ถือว่าเป็นความยุติธรรมที่แท้จริง ส่วนตัวมองว่าป.ป.ช. ต้องมีกระบวนการที่ให้ความเป็นธรรมต่อคนที่ถูกกลั่นแกล้ง เรื่องร้องเรียนที่ไม่มีสาระ ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ต้องรีบดำเนินการให้รวดเร็ว หากจ้องแต่จะฟ้องอย่างเดียวคนสุจริตเขาก็เดือดร้อน เพราะเวลาฟ้องเป็นข่าว แต่เวลาระงับไปไม่เป็นข่าวก็เกิดความเสียหาย
ด้านพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญของการทำงานในเวลานี้ คือ ความล่าช้า ซึ่งสืบเนื่องมาจากการที่มีคดีเข้าสู่ระบบการทำงานของป.ป.ช.จำนวนมาก ประกอบกับบุคลากรของป.ป.ช.มีอย่างจำกัด
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่ที่ได้มีการเสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทางป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานไว้ในร่างกฎหมายด้วย คือ ถ้าเป็นขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 เดือน แต่สามารถขยายเวลาครั้งละ 3 เดือน หากเป็นขั้นตอนการไต่สวน จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี แต่สามารถขยายเวลาได้ เพราะต้องยอมรับว่าบางคดีมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานให้รอบด้าน
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนการฟ้องคดีต่อศาล ทางป.ป.ช.มีนโยบายจะพยายามให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดในการฟ้องคดีต่อศาล เพราะอัยการเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินคดีในชั้นศาล เว้นเสียแต่หากอัยการสูงสุดและป.ป.ช.ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้จริงๆ ป.ป.ช.ถึงจะนำสำนวนมาฟ้องคดีต่อศาลด้วยตัวเองตามกฎหมาย
ประธานป.ป.ช.ยังกล่าวถึงการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงว่า ตามกฎหมายฉบับปัจจุบันกำหนดให้ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบทุกบัญชี ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องระยะเวลาในการทำงาน จึงมีความคิดว่าในกรณีของการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินข้าราชการระดับสูงนั้นอาจตรวจสอบเป็นกลุ่มในบางตำแหน่งที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำทุจริต แต่ในกรณีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับชาติ ยังต้องคงหลักการเดิมเอาไว้ คือ การเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนเข้ามาร่วมกันตรวจสอบและแจ้งเบาะแสต่อป.ป.ช.
"ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินตามร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 มีมีงบประมาณการแก้ไขปัญหาการทุจริตประมาณ 3พันล้านบาทจากงบประมาณทั้งหมดประมาณฯ 3 ล้านล้านบาท เป็น .01% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด คือ งบประมาณแผ่นดิน 100 บาท ใช้ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตประมาณ 10 สตางค์ ซึ่งน้อยมาก เงิน3 พันล้านบาทเท่ากับงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีงบประมาณบูรณะ 3-4 พันล้านบาทต่อปี เราเป็นองค์กรอิสระจริง แต่เป็นอิสระในเรื่องของการวินิจฉัย แต่ในเรื่องอย่างอื่นเราไม่อิสระ เพราะเราต้องขอเงินและคนจากรัฐบาล" ประธานป.ป.ช.กล่าว
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังเสนอให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในคดีทุจริตการให้สินบนตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบการทุจริตฉบับปัจจุบัน เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ได้รับความร่วมมือจากองค์กรระหว่างประเทศในการตรวจสอบการให้สินบนระหว่างประเทศ ซึ่งการจะทำให้การดำเนินคดีเหล่านี้ประสบความสำเร็จจะต้องได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศ
“ข้อจำกัดของเราในเรื่องที่มีโทษประหารชีวิต เลยทำให้ประเทศในยุโรปไม่ได้ให้ความร่วมมือกับประเทศไทยเลยเพราะประเทศไทยมีโทษประหารชีวิต หากเราไม่ได้รับความร่วมมือ พยานหลักฐานที่จะใช้สำหรับการดำเนินคดีและพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาจะทำได้ยาก” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว
นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ผ่านมา คือ ความล่าช้าในการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ร่วมกันระหว่างอัยการสูงสุดกับคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งมีหลายคดีที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน เช่น อัยการขอให้เพิ่มเติมหลักฐานในบางส่วนแต่ได้รับการปฏิเสธเพราะอีกฝ่ายมองว่าพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว จึงคิดว่าในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯฉบับใหม่ควรดำเนินการแก้ไข โดยกำหนดลงไปว่าในกรณีที่ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามที่อัยการสูงสุดแจ้งไป ส่วนจะรวบรวมมาได้หรือไม่นั้นค่อยมาพิจารณาในขั้นตอนการปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะดีกว่าการให้อีกฝ่ายปฏิเสธเสียตั้งแต่แรก
รองอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า ในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการให้สิทธิแก่ป.ป.ช.สามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ซึ่งโดยหลักแล้วการอุทธรณ์คดีหรือฎีกาคดีโดยหลักแล้วจะเป็นหน้าที่ของคู่ความ คือ โจทก์หรือจำเลย ทั้งนี้ ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ทางคณะกรรมการป.ป.ช.จะไม่ได้เป็นโจทก์ตั้งแต่แรก ดังนั้น การให้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาแก่ป.ป.ช.เป็นที่อยู่นอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
"ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าการพิจารณาคดีในชั้นศาลได้ดำเนินการพิจารณาโดยใช้สำนวนของป.ป.ช.เป็นหลักอยู่แล้ว มีการพิสูจน์ความจริงกันมาในศาลและอัยการสูงสุดชั้นหนึ่งแล้ว และอัยการสูงสุดเป็นผู้ดำเนินคดีอาญาสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นคนชี้ขาดในเรื่องการยื่นอุทธรณ์และฎีกาในคดีอาญาทั่วไป จึงสมควรให้อำนาจสูงสุดแก่อัยการสูงสุด อย่างไรก็ตาม หากจะตรวจสอบว่าการสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาของอัยการสูงสุดกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็สามารถดำเนินการได้" รองอัยการสูงสุด กล่าว
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการกรธ. กล่าวว่า กรธ.ในฐานะผู้จัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯจะนำความคิดเห็นของป.ป.ช.และอัยการสูงสุดไปพิจารณาไว้ในร่างกฎหมายที่จะเสนอให้กับสนช.ต่อไป อย่างไรก็ตาม เวลานี้กรธ.มีแนวความคิดว่าอาจจะกำหนดไว้ในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯว่าในการวินิจฉัยของป.ป.ช.แต่ละคดี กรรมการป.ป.ช.แต่ละคนจะต้องจัดทำคำวินิจฉัยส่วนบุคคล หรือ กำหนดมาตรฐานการทำคำวินิจฉัยของป.ป.ช.ด้วยเพื่อสาธารณะทราบว่าป.ป.ช.มีวิธีการในการวินิจฉัยคดีอย่างไร
นายชาติชาย กล่าวว่า การปราบปรามการทุจริตที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพดีที่สุด คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการได้ เพราะปัญหาการทุจริตในปัจจุบันเกิดขึ้นเป็นกระบวนการ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย







