
มาตรการกันสำรอง30% บทเรียนVSเฉียบขาด
ช่วงสองสามวันนี้ ทั้งข่าวลือ-ข่าวจริง ถูกปล่อยออกมาท่วมตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะข่าวที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า...
ช่วงสองสามวันนี้ ทั้งข่าวลือ-ข่าวจริง ถูกปล่อยออกมาท่วมตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะข่าวที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า...
โดย...ปราฎา เหมทิวากร
ช่วงสองสามวันนี้ ทั้งข่าวลือ-ข่าวจริง ถูกปล่อยออกมาท่วมตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะข่าวที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า จนทำให้ดัชนีหุ้นที่พุ่งอยู่ดีๆกลับหัวทิ่ม นักลงทุนต่างชาติพากันเทขาย
นักลงทุนส่วนใหญ่หวาดกลัวว่าธปท.จะงัด “มาตรการกันสำรองเงินทุนจากต่างประเทศ” เหมือนที่เคยใช้เมื่อเย็นวันที่ 18 ธ.ค. 2549
วันนั้นธปท.ประกาศมาตรการกันสำรอง 30% ออกมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นในเช้าวันที่ 19 ธ.ค. 2549 ตกระเนระนาดไปถึง 108 จุด ถือเป็นการตกลงแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์...
มาถึงวันนี้นักลงทุนยังขวัญผวาและกลัวว่าอาถรรพ์กันสำรอง30%จะมาหลอกหลอนอีก!!!
ย้อนกลับไปในยุคที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าธปท. นั่งเป็นรมว.คลัง ของรัฐบาลขิงแก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี
สถานการณ์ในช่วงนั้น ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ คือมีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดหุ้นอย่างอึกทึกครึกโครม
เนื่องจากวิกฤตหนี้เน่าซับไพร์มในสหรัฐ ทำให้นักลงทุนต่างชาติทั้งผมดำ ผมทอง ไม่เชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์ที่นับวันมีแต่อ่อนค่าลง จึงเบนเข็มนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดเอเซีย ซึ่งมีประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จำนวนมาก
ขณะที่ประเทศไทยก็ได้รับอานิสงค์จากเงินทุนไหลเข้าช่วงปลายปี 2549 เพราะราคาหุ้นค่อนข้างถูก แถมนำเงินเข้ามาแล้วยังได้กำไร “สองเด้ง” เพราะได้ทั้งมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้น และได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งตัว
ส่วนตลาดพันธบัตรก็มีเงินทุนต่างชาติแห่เข้ามาพักเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าในสหรัฐ และยุโรป จูงใจให้เงินไหลทะลักเข้ามานับแสนล้านบาท
ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าอย่างรวดเร็วจากประมาณ 36.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐช่วงกลางเดือน พ.ย. 2549 มาเป็น 35.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 18 ธ.ค. 2549 หรือแข็งขึ้นเกือบ 4% ภายใน1เดือน
ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการแข็งค่าของเงินสกุลอื่นๆของประเทศในภูมิภาค ตั้งแต่ต้นปี 2549 แล้ว เงินบาทของไทยยังแข็งค่าขึ้นมากที่สุดถึง 16.7% เทียบกับสิ้นปี 2548 กระทบกับความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกอย่างรุนแรง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. ต้องตัดสินใจออกมาตรการดัดหลังนักเก็งกำไร ด้วยการสั่งให้กันสำรอง 30% สำหรับเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อหยุดยั้งการแข็งค่าที่รวดเร็ว
โดยธปท.จะทำหน้าที่ริบเงินทุนที่ไหลเข้ามาในอัตรา 30% หากต่างชาติถอนเงินลงทุนนี้ออกไปก่อนระยะ 1 ปี จะต้องถูกริบเงินสำรองที่ฝากไว้จำนวน 10% เหลือกลับไป 20% เท่านั้น
ยกตัวอย่างง่ายๆคือ หากนักลงทุนนำเงินเข้ามา 100 ดอลลาร์ จะถูกธปท.กันสำรองเอาไว้ในบัญชี จำนวน 30 ดอลลาร์ ที่เหลือ 70 ดอลลาร์ สามารถนำไปลงทุนในหุ้นหรือตราสารอะไรก็ได้ แต่หากมีการนำเงินก้อนนี้ออกไปก่อนระยะเวลา 1 ปี ธปท.จะริบเงินที่กันสำรองเอาไว้ 10 ดอลลาร์
วิธีการนี้เปรียบได้กับการเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าและออกเป็นการชั่วคราว เพื่อลดแรงจูงใจในการเก็งกำไรทั้งตลาดเงินและตลาดทุน
นับเป็นมาตรการ “ขั้นเด็ดขาด” ที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธรและธปท.นำออกมาใช้ เหมือนเขื่อนกั้นน้ำไม่ให้ทะลักเข้ามาในตัวเมือง แต่ปัญหาก็คือน้ำที่อยู่ด้านในก็ไหลทะลักออกสู่ทะเล ทำให้สภาพคล่องเหือดแห้งไปด้วย
แม้มาตรการกันสำรอง 30% จะเป็นเจตนาที่ดีแต่ผลลัพท์ที่ได้ กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงนั้น อย่างหนัก ไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นตกอย่างรุนแรงแล้ว นักลงทุนต่างชาติยังไม่กล้านำเงินเข้ามาลงทุน ยังรวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน และตลาดพันธบัตรที่ล้มไม่เป็นท่า
ทำให้ต่อมาในช่วงต้นปี 2550 ธปท.ได้เพิ่มความยืดหยุ่นของมาตรการให้มากขึ้น โดยยอมให้เงินทุนไหลเข้าที่เป็นเงินกู้ยืมทั่วไปและเงินกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ และเงินตราต่างประเทศที่ได้รับจากการออกตราสารหนี้ สามารถเลือกใช้การประกันความเสี่ยงเต็มจำนวนกับสถาบันการเงินภายในประเทศ (Fully Hedge) แทนการกันสำรอง 30%ได้
การทำประกันความเสี่ยงเต็มจำนวน หมายความว่าผู้ที่นำเงินเข้ามาจะ “ล็อค” อัตราแลกเปลี่ยนตายตัว ปลอดจากการเก็งกำไรค่าเงินบาท ถือเป็นเงินที่นำมาทำธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่เงินร้อนของกลุ่มเฮดจ์ฟันด์
มาตรการกันสำรอง 30% ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อในวันที่ 3 มีนาคม 2551 ซึ่งในช่วง 1 ปีที่นำมาใช้พบว่าค่าเงินบาทปรับสมดุล เคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินของภูมิภาค แต่ก็ต้องแลกกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่หดหายไปอย่างหนัก เพราะถูกมองว่าประเทศไทยไม่ต้อนรับทุนนอก
แถมยังถูกโยงกับมาตรการที่ประเทศมาเลเซียเคยใช้ควบคุมเงินทุน หรือที่เรียกว่า “แคปปิตอล คอนโทรล” ซึ่งในช่วงแรกถูกฝรั่งโจมตีอย่างหนัก แต่ภายหลังกลับพบว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยให้มาเลเซีย ผ่านพ้นวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ล่าสุด รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่หยิบมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30% มาใช้ เพราะธปท.รายงานข้อมูลตรงถึงมือนายกฯว่า ต้นตอของการเก็งกำไรค่าเงินบาทอยู่ในประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่นักลงทุนต่างชาติเต็มๆ100%
สิ่งที่รัฐบาลพุ่งเป้าคือ ผู้ส่งออกกลุ่มใหญ่ที่ขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้า ตั้งแต่มีออเดอร์ อีกส่วนคือสถาบันการเงินที่รู้ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนและการแทรกแซงของธปท.แบบละเอียดยิบ
ดังนั้น รัฐบาลจึงสั่งให้ธปท.แก้ปัญหาให้ตรงจุด พร้อมนำบทเรียนของการใช้ยาแรงอย่างกันสำรอง 30% มาท่องให้ขึ้นใจ
แม้ธปท.จะมีการเรียกประชุมด่วนค่ำวันศุกร์ที่ 10 ก.ย. เพื่อหารือถึงมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า แต่พอรัฐบาลรู้เรื่องนี้ก็สั่งเบรกโมเดลต่างๆที่ธปท.จะงัดออกมาใช้ โดยขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง
นำไปสู่ข่าวลือในตลาดหุ้น ทำให้ต่างชาติต้อง “ถอย” เพื่อตั้งหลักดูว่ารัฐบาลและธปท.จะทำอะไรต่อไป ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงเล็กน้อย
เท่ากับว่างานนี้ยังไม่มีใครต้องออกแรง และมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าก็ยังคาราคาซังอยู่จนถึงตอนนี้!!!







