posttoday
ภาคแรงงาน ค้านขยายการรับเงินชราภาพผู้ประกันตนจาก 55 เป็น 60 ปี

ภาคแรงงาน ค้านขยายการรับเงินชราภาพผู้ประกันตนจาก 55 เป็น 60 ปี

02 กรกฎาคม 2560

สมานฉันท์แรงงานไทย ค้านการขยายอายุรับเงินชราภาพผู้ประกันตนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี มองเป็นการลิดรอนสิทธิ

สมานฉันท์แรงงานไทย ค้านการขยายอายุรับเงินชราภาพผู้ประกันตนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี มองเป็นการลิดรอนสิทธิ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย แถลงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขยายอายุการรับสิทธิประโยชน์ชราภาพของผู้ประกันตนจากอายุ 55 เป็น 60 ปี ของกระทรวงแรงงาน โดยมีเนื้อหาดังนี้

การประกันสังคมในประเทศไทยเกิดขึ้นจากการผลักดันของขบวนการแรงงานก่อนปี 2530 ซึ่งผลของการรณรงค์ผลักดันทำให้มีการตราพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2533 จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีผู้ประกันตนทั้งระบบประมาณ 13 ล้านคน มีเงินสมทบที่ร่วมกันจ่ายระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล (จ่ายน้อย ค้างจ่าย ไม่จ่ายสมทบกรณีชราภาพ) ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท โดยผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนต่างๆ ในอัตราตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด สำหรับกรณีการรับเงินจากกองทุนชราภาพเงื่อนไขที่กำหนดไว้ คือจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (เท่ากับ 15 ปี) ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และ ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง 

โดยผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) จะถูกหักเงิน 5% ของค่าจ้างไปสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยกำหนดฐานค่าจ้างขั้นต่ำไว้ที่ 1,650 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท แม้ว่าลูกจ้างจะมีเงินได้ต่อเดือนมากกว่านั้นก็ตาม ก็จะถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุนเพียงเดือนละ 750 บาท เงินจำนวนนี้ถูกกระจายไปสมทบไว้เป็นสิทธิประโยชน์ในแต่ละกรณี โดย 1.5% ของค่าจ้าง หรือสูงสุด 225 บาท สำหรับกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย-กรณีคลอดบุตร-กรณีทุพพลภาพ-กรณีเสียชีวิต อีก 0.5% ของค่าจ้าง หรือสูงสุด 75 บาท  สำหรับกรณีว่างงาน ขณะที่ 3% ของค่าจ้าง หรือสูงสุด 450 บาท สำหรับกรณีชราภาพ และตามกฎหมายนายจ้างสมทบต้องจ่ายสมทบอีกส่วนหนึ่งในอัตราที่เท่ากันกับลูกจ้าง นอกจากนี้แล้วรัฐบาลได้ร่วมจ่ายสมทบน้อยกว่าจำนวนเงินที่ลูกจ้างและนายจ้างจ่าย (ยกเว้นกรณีชราภาพ รัฐไม่จ่ายสมทบ) สำหรับกรณีชราภาพเริ่มมีการสมทบมาตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2541 ดังนั้นบำนาญชราภาพจะเริ่มทยอยจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

แต่ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม พยายามชี้นำสังคมและผู้ประกันตนว่า หากมีการจ่ายเงินจากกองทุนชราภาพให้แก่ผู้ประกันตนโดยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขในหลักเกณฑ์ใหม่ จะทำให้เงินทั้งหมดในกองทุนประกันสังคมทุกกองทุน (1.6 ล้านล้านบาท) หมดไปในปี พ.ศ.2587 จึงเป็นที่มาของแนวคิดของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน ตามการแถลงของ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ว่าการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตที่มั่นคงของแรงงาน ทั้งในช่วงที่อยู่ในระบบแรงงานและเมื่อต้องออกจากระบบแรงงานไปแล้ว จึงมีนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงานในส่วนของผู้ประกันตน ด้วยการขยายระยะเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี และในอนาคตผู้ประกันตน จะสามารถอยู่ในระบบได้จนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งเรื่องนี้เป็นแนวคิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เห็นชอบ และสั่งการให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการศึกษารูปแบบความเป็นไปได้ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต่อไป

แต่หลายปีแล้วที่ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พยายามเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประกันสังคมทั้งระบบเพราะเห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการ รวมทั้งการขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน โดยเสนอให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ ปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารจัดการ และการขยายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนในกองทุนต่างๆ ดังนั้นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการ สปส.กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ประกันตน แต่เป็นนโยบายที่คิดกันเองโดยขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และองค์การของแรงงาน 

ดังนั้นคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) โดยองค์กรสมาชิกได้ประชุมกันและมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขยายอายุการรับสิทธิประโยชน์ชราภาพจากอายุ 55 เป็น 60 ปี โดยมีเหตุผลดังนี้

1.สิทธิการรับเงินชราภาพเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นและรับรู้กัน นับตั้งแต่วันเข้าสู่ระบบประกันสังคม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการลิดรอนสิทธิ หากมองในมติแรงงานสัมพันธ์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ

2.คำกล่าวที่ว่าจะสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงานในส่วนของผู้ประกันตน ด้วยการขยายระยะเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี และในอนาคตผู้ประกันตนจะสามารถอยู่ในระบบได้จนถึงอายุ 60 นั้น เป็นประเด็นที่ต่างกัน คือ เมื่อสิทธิเกิดก็ต้องได้รับเงินชราภาพตามสิทธิเมื่ออายุครบ 55 ปี ส่วนการจะทำงานต่อไปจนอายุ 60 ปี หรือมากกว่านั้นเป็นเรื่องที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกัน หรือจะเป็นการแก้กฎหมายให้เกษียณอายุ 60 และให้อยู่ในระบบประกันสังคมต่อไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

3.การกล่าวอ้างว่า หากไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขจะทำให้กองทุนประกันสังคมหมดไปนั้น สะท้อนถึงการไม่มีวิสัยทัศน์ของการบริหารจัดการ ขาดการวางแผนงานที่ดี ซึ่งคนเข้ามาบริหารก็ย่อมทราบดีว่ารายรับ รายจ่ายของระบบประกันสังคมจะเป็นอย่างไรซึ่งควรวิเคราะห์และกำหนดกฎเกณฑ์ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ และเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์และจุดยืนต่อการปฏิรูประบบประกันสังคมทั้งระบบ ซึ่งได้เคยนำเสนอต่อรัฐบาลและสำนักงานประกันสังคมไปแล้วหลายครั้งและล่าสุดเมื่อวันกรรมกรสากล ปี 2560 คือ

3.1ให้มีการปฏิรูปประกันสังคมทั้งระบบโดยให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ ปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารจัดการ โดยให้ผู้ประกันตนมีสิทธิมีส่วนร่วมในการกำหนดและเลือกผู้แทนของตนเอง รวมทั้งขยายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนในกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะชราภาพจากจำนวนเงินที่ได้รับตามหลักเกณฑ์ (3,000 บาทต่อเดือน) ไม่พอต่อการดำรงชีพ เพราะค่าจ้างขั้นต่ำก็กว่า 9,000 บาท

3.1เสนอให้แก้ไขกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้รัฐจ่ายเงินสมทบประกันสังคมในอัตราส่วนที่เท่ากันกับนายจ้างและลูกจ้าง

3.3ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบที่ค้างจ่ายอยู่ให้เต็มตามจำนวน  เพราะการไม่จ่ายทำให้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาส ในการนำเงินจำนวนมหาศาลนั้นไปหาประโยชน์เข้ากองทุน

3.4ให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าจ้างต่ำสุดและสูงสุดในการคำนวณจำนวนเงินที่จะจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมรายเดือนเพื่อพัฒนาให้กองทุนโตและมั่นคง ยั่งยืน
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) องค์กรสมาชิกและเครือข่ายผู้ประกันตน  จึงขอให้รัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม   ยุติการดำเนินการขยายการรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนชราภาพจากอายุ 55 เป็น 60 ปี และนำข้อเสนอต่างๆ ไปพิจารณาโดยให้ผู้ประกันตนและภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาล  ที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศเป็นพันธสัญญาต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) ขอให้ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกันตนทั้งหลายร่วมกันตรวจสอบติดตามการบริหารจัดการของสำนักงานประกันสังคม  รวมทั้งร่วมกันผลักดันข้อเสนอให้เป็นจริง เพราะเงินประกันสังคมเป็นเงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานทุกคน ดังนั้นอย่าปล่อยให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลิดรอนสิทธิ กระทำการใดๆไปเพียงลำพังแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังเสียงของผู้ประกันตน และต้องร่วมกันแสดงทัศนะ จุดยืนในโอกาสต่อไป หากการดำเนินการยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่ฟังเสียงของผู้ประกันตน 

ภาคแรงงาน ค้านขยายการรับเงินชราภาพผู้ประกันตนจาก 55 เป็น 60 ปี

ภาคแรงงาน ค้านขยายการรับเงินชราภาพผู้ประกันตนจาก 55 เป็น 60 ปี

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท