posttoday
J-Cruises 7

J-Cruises 7

02 กรกฎาคม 2560

เช้าวันที่ 3 ของการล่องเรือ วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 5 ฟ้าสว่างเร็วมาก บนเอกสาร Today ก็มีระบุไว้แล้วว่า Sunrise 04.50

เช้าวันที่ 3 ของการล่องเรือ วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 5 ฟ้าสว่างเร็วมาก บนเอกสาร Today ก็มีระบุไว้แล้วว่า Sunrise 04.50 ถ้าอ่านเอกสารถี่ถ้วนนี่ได้ข้อมูลครบไม่มีตกหล่น รีบอาบน้ำแต่งตัวไปกินอาหารเช้า 8 โมงเช้า เรือเทียบท่า Kanazawa เราก็ไปรวมพลที่เดิมตรงชั้น 8 แยกกรุ๊ปทัวร์เสร็จสรรพก็เดินตามไกด์ไปขึ้นรถบัส

ท่าเรือคานะซาวะไม่ใช่ท่าเรือมาตรฐานสำหรับผู้โดยสาร แต่เป็นท่าเรือสินค้าที่จัดการพื้นที่บางส่วนให้มารองรับเรือสำราญคล้ายกับที่ไมซุรุ มีสุภาพสตรีใส่กิโมโนมาต้อนรับอย่างเอิกเกริก เราซื้อทัวร์ครึ่งวันเน้นที่เที่ยวไฮไลต์ แห่งแรกที่มาคานะซาวะแล้วต้องไปก็คือ สวนเคนโรคุ หนึ่งในสามสวนสวยที่สุดของญี่ปุ่น แต่เดิมเป็นสวนเล็กๆ ข้างปราสาทคานะซาวะ ชื่อสวนเรนจิเทอิ แต่ได้รับการบูรณะขยับขยายขึ้นใหม่หลังโดนไฟไหม้ มีการสร้างน้ำตกจำลองและเรือนน้ำชาเพิ่ม 4 หลัง หลังแรกสร้างบนเกาะเล็กๆ กลางบึงน้ำ อีก 2 หลังที่ริมบึง และหลังสุดท้ายอยู่กลางสวนพลัมไว้ชมดอกบานสะพรั่งต้นฤดูใบไม้ผลิ

หลังจากนั้นก็มีการปรับแต่งเพิ่มเติมโดยบัญชาของเจ้าเมืองอีกหลายท่านจนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1860 พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น Kenrokuen อันเนื่องมาจากองค์ประกอบทั้ง 6 ของสวนแห่งนี้คือความกว้างใหญ่และสันโดษจากการขยับขยายและปรับปรุงสวนหลายครั้ง ที่รวบรวมปมเด่นของเจ้าเมืองแต่ละท่านและนำมาจัดสวนได้อย่างลงตัว 

J-Cruises 7

การปรับแต่งสิ่งก่อสร้างภายในสวน เช่น สะพาน ทางเดิน น้ำพุ โคมหิน และธรรมชาติที่ปรุงแต่งโดยฝีมือมนุษย์อย่างน้ำตกหรือบึงน้ำให้สอดรับกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน และที่ขึ้นชื่อคือขนาดของสวนที่เล็ก แต่จัดองค์ประกอบให้ดูกว้างใหญ่ โดยสร้างระบบน้ำหมุนเวียนผ่านท่อใต้ดินเชื่อมแหล่งน้ำธรรมชาติและคลองขุดในสวนให้ไหลเวียนถึงกัน เปรียบเสมือนความอุดมสมบูรณ์ไร้ที่สุด สวนเคนโรคุเป็นสวนที่งดงามตลอดทั้งปี แต่โดดเด่นที่สุดในหน้าหนาว ภาพโคมหินริมบึงน้ำท่ามกลางหิมะขาวโพลนเป็นหนึ่งในภาพที่ทำให้สวนแห่งนี้เป็นที่จดจำ

เสร็จจากสวนก็นั่งรถไปเที่ยวกันต่อที่ Higashi Chaya ย่านร้านน้ำชาที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของเมืองคานะซาวะ ย่านร้านน้ำชาคือย่านบันเทิงยามค่ำคืนของคนญี่ปุ่นยุคซามูไรที่หลายๆ ท่านเรียกว่า ย่านเกอิชา นั่นแหละครับ แต่อย่าเข้าใจสับสนกับย่านโคมแดงนะครับ เกอิชาขายศิลปะ ในขณะที่โออิรันแห่งย่านโคมแดงขายศิลปะพ่วงบริการ กิริยามารยาทและการแต่งกายของเกอิชาจะเรียบหรูดูดี แต่โออิรันจะสวยงามดูน่าลุ่มหลงกว่าเกอิชา โออิรันระดับท็อปๆ นี่ยิ่งเป็นเสมือน ไอดอลของสาวๆ ยุคนั้นเลยก็ว่าได้

J-Cruises 7

ย่านร้านน้ำชาฮิงาชิในปัจจุบันยังคงเก็บรักษาสภาพของถนนและร้านน้ำชาโบราณไว้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่รอบนอกมีร้านรวงต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะร้านขายของและของกินที่มีทองคำเปลวเป็นส่วนประกอบ เพราะเมืองคานะซาวะมีชื่อเสียงในการผลิตแผ่นทองคำเปลว รวมทั้งแผ่นเงินและแผ่นทองคำขาว เรียกรวมๆ ว่า Kanazawa Haku ระหว่างเดินเล่นเห็นบางร้านขายดิบขายดีมีคนต่อคิวซื้อกินกันเยอะ คือ Soft Cream ที่มีทองคำเปลวโรยหน้าหรือแปะมาด้วย อีกตัวที่นิยมมากในหมู่คุณผู้หญิงคือ Facial Sheet Mask ที่เคลือบทองคำเปลวใช้แล้วหน้าผุดผ่องเปล่งประกายดุจดั่งทอง

เที่ยงวันนี้ไกด์พาพวกเราไปตลาด Omicho เพื่อหาข้าวเที่ยงกินกัน ตลาดโอมิโจเป็นตลาดเก่าแก่อายุอานามร่วม 300 ปี เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของร้านอาหารและชาวเมืองคานะซาวะ จึงมีการปรับปรุงมาโดยตลอด ปัจจุบันเป็นอาคารในร่ม 2 ชั้น ไม่รวมชั้นใต้ดิน อาหารสดไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล พืชผักผลไม้ รวมทั้งอาหารแห้งและอาหารสำเร็จพร้อมทาน มีวางขายอยู่ชั้นล่าง ชั้น 2 และชั้นใต้ดินส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร แค่เดินชั้นล่างก็ละลานตาไปหมดแล้ว

J-Cruises 7

ในขณะที่กำลังจะเดินขึ้นไปบนชั้น 2 น้องๆ ที่มาด้วยกันรีบสะกิดบอกเดี๋ยวตามขึ้นไป ขอแวะกินหอยนางรมย่างก่อน ด้วยขนาดที่ใหญ่เท่าฝ่ามือมันอดใจไม่ไหวจริงๆ ส่วนผมเดินเล็งร้านอาหารอยู่ 2-3 ร้าน ในที่สุดก็เลือกเอาร้านที่ดูดีหน่อย เพราะราคาอาหารของแต่ละร้านไม่ต่างกันมาก เอาจริงๆ อาหารของที่นี่ไม่ถูก อย่าง Kaisendon หรือข้าวหน้าอาหารทะเลสดๆ ตกถ้วยละ 2,000-4,000 เยน แต่ไหนๆ มาถึงตลาดที่ได้ชื่อว่าเป็นครัวของคานะซาวะแล้ว จะมากระเหม็ดกระแหม่หรือก็ใช่ที่ ต้องจัดหนักจัดเต็มให้รู้กันไป ข้าวหน้าอาหารทะเลสดๆ ในภาชนะหรูดูน่ากินมาก ทองคำเปลวที่โรยหน้ามายิ่งเพิ่มความหรูหราขึ้นไปอีก ของเพื่อนร่วมคณะสั่งข้าวหน้าไข่หอยเม่นและไข่ปลาแซลมอนก็อลังการไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ร้านนี้ดีอย่างหนึ่งคือ มีจอระบบสัมผัสให้เลือกสั่ง มีภาพให้เห็นพร้อมราคาประกอบ สะดวกมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นชินกับอาหารประเภทนี้ มีภาพช่วยได้เยอะครับ

หลังอาหารเราเดินทางกลับเรือ สมาชิกในคณะส่วนใหญ่กลับไปพักผ่อนที่ห้อง แต่ตอนที่นั่งรถบัสทั้งไปและกลับ แอบเห็นว่ามีร้านค้าแถวท่าเรืออยู่บ้าง ประกอบกับยังมีเวลาก่อนเรือออก 3-4 ชั่วโมง ผมเลยถือโอกาสไปเดินสำรวจเสียหน่อย ในกรณีไม่ซื้อทัวร์ไปเที่ยว เขาก็มีบริการรถบัสรับส่งจากท่าเรือไปยังสถานีรถไฟทุก 15 นาที ค่าบริการเพียงแค่ 500 เยน ซื้อตั๋วครั้งเดียวใช้ขึ้นรถบัสไปกลับได้ตลอดวัน แต่ถ้าขี้เกียจรอก็มีคิวแท็กซี่จากท่าเรือไปสถานีตกราวๆ 2,000 เยน สะดวกแบบไหนเลือกได้ตามชอบ ผมเดินจากท่าเรือไปหน่อยเดียวก็เจอร้านสะดวกซื้อ

แต่ก่อนจะเข้าไปสะสมเสบียง ดันมองไปเห็นร้าน Hachiban Ramen ที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ราเมงเลข 8 เพราะโลโก้ของร้านเป็นตัวเลข 8 นั่นเอง ฮาจิบังน่าจะเป็นราเมงเชนจากญี่ปุ่นร้านแรกๆ ที่มาเปิดในไทยราวๆ 30 ปีที่แล้ว ต้นกำเนิดของฮาจิบังอยู่ที่จังหวัด Ishikawa ที่มีเมืองเอกชื่อ Kanazawa นี่แหละครับ แต่เดิมเป็นร้านเล็กๆ บนทางหลวงหมายเลข 8 ของเมือง Kaga มีคนผ่านไปมากันเยอะเลยตั้งชื่อร้านตามหมายเลขถนน ราเมงขึ้นชื่อของร้านคือ Yasai Ramen หรือราเมงที่อุดมไปด้วยผักสดดีต่อสุขภาพและสร้างความแปลกใหม่ แต่ผมขอลองโชยุราเมงที่เคยกินในเมืองไทยเพื่อเปรียบเทียบรสชาติ ผลปรากฏว่า รสชาติแทบไม่ต่างกันเลย เป็นราเมงเพียงไม่กี่เจ้าที่รักษาบรรทัดฐานของร้านต้นทางไว้ได้อย่างเหนียวแน่นครับ

J-Cruises 7

J-Cruises 7


ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท