
เศรษฐกิจไทยยังดีได้อีก
ย่างเข้าสู่เดือน ก.ค. ก็เข้าสู่ครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นไข้เศรษฐกิจอย่างชัดเจน
ย่างเข้าสู่เดือน ก.ค. ก็เข้าสู่ครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นไข้เศรษฐกิจอย่างชัดเจน จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแม้จะไม่มากนัก แต่ก็ดึงให้การส่งออกจากที่ติดลบกลับมาเป็นบวก จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ การเร่งให้หน่วยงานรัฐเบิกจ่าย แม้จะมีเพียงรัฐวิสาหกิจเท่านั้นที่เบิกจ่าย และนำรายได้ส่งรัฐเกินเป้า ก็ช่วยสร้างบรรยากาศเศรษฐกิจในภาพรวมให้ดีขึ้น รวมทั้งการตอกย้ำการลงทุนภาครัฐที่จะเป็นปัจจัยหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนกล้าที่จะใช้จ่ายและลงทุนมากยิ่งขึ้น
รัฐบาลยังพยายามเข้าไปช่วยแก้ไขหนี้ครัวเรือนให้ลดลง ด้วยการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ทำลายเครือข่ายหนี้นอกระบบ ด้วยการเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบมาขึ้นทะเบียนทำธุรกิจพิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายให้ถูกต้อง แลกกับการปล่อยกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสถาบันการเงินคิด แต่ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีความมุ่งหวังว่าหากประชาชนไม่ถูกเจ้าหนี้นอกระบบคุกคามและขูดรีด การบริโภคครัวเรือนก็จะกลับมาดีขึ้นได้
อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจจะดูเหมือนดีขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เนื่องจากสิ่งที่ประสบอยู่ทุกวันคือการชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องเผชิญกับค่าครองชีพสูง มีหนี้สินต้องจ่าย แต่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น แถมบางอุตสาหกรรมยังเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้องถูกเลิกจ้างอีกด้วย
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวแต่ยังอืด การเติบโตของเศรษฐกิจยังกระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ และเงินกระจายตัวอยู่ในบางกลุ่ม แต่กลุ่มคนรากหญ้ายังลำบาก รัฐจะต้องไปโฟกัสในการช่วยเหลือคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ทั้งการยกระดับราคาผลิตผลการเกษตร การช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ให้มากขึ้น
การฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของภาวะเศรษฐกิจไทย จนทำให้คนทั่วไปไม่อาจสัมผัสได้ว่าเศรษฐกิจดีจะเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจที่จะต้องกลับไปคิดว่าควรจะต้องทำอะไร และไปเน้นตรงไหนให้มากขึ้น
หากเจาะลึกลงไปในตัวนโยบายของรัฐบาล สิ่งที่รัฐบาลจะทำนั้นมีตารางเวลาที่ชัดเจน ขาดแต่การปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนงาน ต้องยอมรับว่าในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา รัฐบาลบริหารความเชื่อมั่นอย่างเดียว และเร่งรัดหน่วยงานรัฐให้ใช้จ่าย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีน้อยมาก การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่อวดอ้างไว้ว่าจะลงทุนปีนี้ก็ยังไม่มีการลงทุนจริงเลยสักโครงการเดียว
หากรัฐบาลไม่สามารถที่จะเร่งรัดปักเสาโครงการขนาดใหญ่ที่วางแผนไว้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ความเชื่อมั่นที่อยู่กลับทิศทางลงมา และจะยิ่งไปซ้ำเติมการบริโภคที่เพิ่งฟื้นตัวอย่างเปราะบางหดตัวลงมาได้ สำหรับโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนที่รัฐบาลวางแผนจะเริ่มโครงการในเดือน ต.ค.นี้ เพราะต้องใช้เงินจากงบประมาณปี 2561
ยังมีสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อบริหารอีกมาก จากนี้ไปรัฐบาลควรจะจัดลำดับความสำคัญ และเร่งดำเนินการโครงการเร่งด่วน หากทำช้าไปเศรษฐกิจที่คิดว่าจะดีอาจจะไม่ดีอย่างที่คิดก็ได้







