
อำนาจการจัดการของชุมชน เส้นทางสู่การปฏิรูปประเทศ
การปฏิรูปประเทศที่กำลังเคลื่อนตัว ด้วยความหวังว่าอาจเป็นการนำพาสังคมไทยไปสู่ทิศทางใหม่ หลังจากกระแสความขัดแย้งที่มาจากหลายปัจจัย ก่อตัวปะทุจนส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วง
ในการสัมมนา
“ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทย” โดยมีผู้แทนชุมชนจังหวัดละ 10 คนจากทั่วประเทศ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือเพื่อเสนอข้อคิดเห็นแนวทางต่อ นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป นายสน รูปสูง รองประธานกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป กล่าวถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันเกี่ยวกับกรอบแนวคิดและทิศทางการปฏิรูปประเทศไทย โครงสร้างระบบการเมืองการปกครองที่ใช้มา 78 ปี ได้ผุกร่อนจำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ“
ยกตัวอย่างหมู่บ้านหนึ่งมีปัญหาเรื่องน้ำประปาไหลกะปริบกะปรอย เพราะผุกร่อนทั้งระบบ การตัดต่อรอยรั่วแห่งเดียวไม่สามารถแก้ระบบได้ วันหนึ่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. จึงเรียกประชุมชาวบ้านและถามว่าจะเอาอย่างไร ส่วนใหญ่บอกให้รื้อทิ้งและเปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ ซึ่งที่ประชุมในครั้งนี้ได้เห็นเช่นเดียวกัน เพราะประเทศไทยถูกออกแบบมานาน”นายสน กล่าวว่า แม้มีการรื้อระบบ แต่อาจต้องมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วย ที่ประชุมเห็นว่างานปฏิรูปจะต้องเป็นของทุกคนและทุกภาคส่วน และต้องทำจากข้างล่างขึ้นข้างบน หรือจากหมู่บ้านสู่ประเทศ โดยแต่ละจังหวัดต้องจัดเวทีกระตุ้นให้แต่ละหมู่บ้านจัดทำข้อเสนอ ที่แก้ได้ก็ทำทันที แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ให้รวมตัวกันจัดเวทีร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการ แล้วนำแนวทางการแก้ปัญหาที่เกินอำนาจของตัวเองเสนอต่อคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
“
จำเป็นต้องมีสภาประชาชนในระดับตำบลและจังหวัดที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างแผนให้ผู้ว่าฯ ไปไปปฏิบัติ”ด้านนางทิวาพร ศรีวรกุล กรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนปฏิรูป กล่าวถึงเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคมว่า ปัญหาที่ดินต้องยุติการจับกุมและไล่รื้อชาวบ้านกรณีที่ปัญหาเร่งด่วน และให้ อปท. จัดการให้ที่อยู่อาศัยชุมชน และนำที่ดินที่ชาวบ้านอยู่กันมานานในที่ดินของรัฐมาให้รัฐจัดการในเรื่องโฉนดชุมชน และมีกองทุนที่ดิน ส่วนการประกาศเขตอนุรักษ์ของรัฐซึ่งเป็นปัญหามากต้องมีการแก้ไข ส่วนโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ต้องมีการชะลอไว้ก่อน โดยชุมชนจะรวมกลุ่มเพื่อสะท้อนความเดือดร้อน และร่วมกับภาคประชาสังคมและสื่อ หากโครงการใดส่งผลกระทบก็ต้องยุติ
“
ส่วนปัญหาด้านการเมือง รัฐควรยุติการไล่ล่าและทบทวนนโยบายการใช้ทหารนำหน้าทางการเมือง เช่น ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้โดยเปิดโอกาสให้พื้นที่แก้ไข อยากให้ทุกคนกลับไปมองหมู่บ้านหรือชุมชนโดยยุติความขัดแย้งก่อน ซึ่งมีโอกาสมากมายที่แก้ปัญหาตัวเอง แต่มักไม่ได้มอง เราควรฟื้นฟูการจัดการตัวเอง”นายณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม นายก อบต.บางระกำ กล่าวว่า เสียงแรกในที่ประชุมคือให้มีการยุบ อปท. แต่หากการทำงานไม่ร่วมมือกันก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นควรหันหน้าเข้าหากัน อปท.มีปัญหามากเรื่องการกระจายอำนาจ แต่หากเดินคู่กันไปก็จะแก้ปัญหาได้
วันนี้ท้องถิ่นและสภาประชาชนมีการแลกเปลี่ยนกันต่อเนื่อง หลายแห่งไม่ต้องซื้อเสียงกัน หากมีการขยายวงเช่นนี้อีกไม่กี่ปีก็จะได้ผู้แทนที่ไม่ต้องใช้เงิน
“
ผมไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมขณะนี้เงินอุดหนุนเฉพาะกิจกว่า 1.8 หมื่นล้านไปกระจุกตัวอยู่ส่วนกลางและกระจายไปแค่บางจังหวัด การปฏิรูประยะสั้นควรกลับไปคุยในหมู่บ้านให้จบ 34 เดือน อะไรเป็นปัญหาเร่งด่วนที่เสนอให้ อปท.หรือรัฐ ทำให้ประชาชนเห็นว่าการปฏิรูปแล้วเป็นอย่างไร หากเราทำได้ทุกจังหวัดการปฏิรูปเกิดแน่นอน”ด้าน นพ.ประเวศ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยคือการซ่อมประเทศไทยเสียใหม่ กรรมการปฏิรูปเป็นผู้สนับสนุนให้ประชาชนปฏิรูป ไม่ใช่เป็นผู้ปฏิรูปเสียเอง หากประชาชนพัฒนาตัวเองเต็มที่ เมื่อเข้มแข็งก็เป็นผู้เสนอนโยบาย ทั้งระดับตำบล จังหวัด และชาติ เชื่อว่าภายใน 3 ปีนี้จะเห็นผล







