ผ่าปมไพรมารีโหวตหลอนพรรคการเมือง
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หลังสนช. แก้ไขเนื้อหาในหลักการสำคัญ คือ การสรรหาผู้สมัคร สส. หรือการทำไพรมารีโหวต
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขเนื้อหาในหลักการสำคัญ คือ การสรรหาผู้สมัคร สส. หรือการทำไพรมารีโหวต
1.การตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยตัวแทนพรรคการเมืองตามร่างกฎหมายพรรคการเมือง มีความสำคัญตรงที่มีหน้าที่ในการเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการทำไพรมารีโหวต
ทั้งนี้ มาตรา 35 ว่าด้วยการตั้งตัวแทน พรรคการเมือง กรธ.กำหนดเพียงแค่ให้มีตัวแทนพรรคการเมืองในทุกจังหวัดเท่านั้น แต่ สนช.ได้แก้ไขด้วยการบัญญัติใหม่ลงไปว่าตัวแทนพรรคการเมืองจะต้อง มีในทุกเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการกำหนดให้มีตัวแทนพรรคการเมืองที่เพิ่มขึ้นจากที่ กรธ.กำหนดเอาไว้ ในประเด็นนี้ทำให้พรรคการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นว่าจะเป็นการสร้างภาระให้กับพรรคการเมืองมากเกินความจำเป็น
2.เงื่อนไขในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส. ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับแรกที่ กรธ.ส่งให้ สนช. ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นสภาพบังคับ
กรธ.กำหนดไว้ในมาตรา 47 ว่าพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งใด ให้รับฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
ทว่า สนช.ได้แก้ไขโดยเพิ่มเติมสภาพบังคับลงไปว่าการส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งใด พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครที่ได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
การกำหนดเช่นนี้ของ สนช.ส่งผลให้แม้แต่ กรธ.เองก็ออกมาแสดงความ ไม่เห็นด้วย เพราะการบัญญัติในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น หากพรรคการเมืองใดไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตนั้น ก็ไม่อาจส่งผู้สมัคร สส.ในเขตดังกล่าวได้ หรือในกรณีที่ผู้ที่ผ่านการทำไพรมารีโหวต และต่อมาเกิดเหตุที่กระทบคุณสมบัติอย่างเสียชีวิต หรือมีความผิดฐานทุจริตเลือกตั้ง อาจทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครคนใหม่แทนได้ เป็นต้น
3.กระบวนการทำไพรมารีโหวตเป็นบทบัญญัติที่อยู่ในมาตรา 49 และมาตรา 49/1 และมาตรา 49/2 ซึ่งเนื้อหาที่ สนช.แก้ไขนั้น ทำให้เนื้อหาในส่วนนี้แตกต่างไปจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองฉบับที่ กรธ.เสนอมายัง สนช.ตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
ร่างกฎหมายพรรคการเมืองเวอร์ชั่นแรกที่ กรธ.ส่งมาให้ สนช.จะมีเพียงแค่มาตรา 49 ที่กำหนดว่าการส่งผู้สมัครเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองในการพิจารณา และเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบ
ตรงกับข้ามกับเนื้อหาที่ สนช.แก้ไข เพราะนอกจากแก้ไขแล้ว สนช.ยังได้เพิ่มเนื้อหาเข้าไปอีกด้วย ได้แก่ มาตรา 49/1 และมาตรา 49/2
มาตรา 49/1 ว่าด้วยการทำไพรมารี โหวตเพื่อหาผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยกำหนดให้มีการประชุมสาขาพรรคการเมืองที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คน หรือประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมาลงคะแนนเพื่อเลือกบุคคลเป็นผู้สมัคร สส.
มาตรา 49/2 ว่าด้วยการทำไพรมารีโหวตเพื่อหาผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจาก ภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง จากนั้นหัวหน้าจากพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดการประชุมเพื่อให้สมาชิกลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อ
เมื่อได้รายชื่อผู้ที่ผ่านการทำ ไพรมารีโหวตแล้ว จะต้องดำเนินการ ส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองรับรองต่อไป
ในประเด็นนี้ สนช.มองว่าจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองอย่างแท้จริงด้วยการให้ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้สมัคร สส. เพื่อสะท้อนความเป็นตัวแทนของตนในพื้นที่ของตนเอง ไม่ใช่ไปผูกอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต
แต่กระนั้น ในมุมมองของ กรธ.และพรรคการเมือง กลับเห็นแตกต่างกับ สนช.อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะท่าทีของฝ่ายการเมือง เพราะมองว่าจะทำให้เกิดกระบวนการจัดตั้งตั้งแต่ระดับการทำไพรมารีโหวตที่อาจนำไปสู่การซื้อเสียง ซึ่งที่สุดแล้วก็จะไม่ได้บุคคลที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง
ที่สุดแล้ว หากพรรคการเมืองไม่อาจหาข้อยุติได้ ก็ต้องนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม และคงได้มีการเปิดศึกระหว่างพรรคการเมืองและแม่น้ำ 5 สายอีกครั้ง


