posttoday
เขาซื้อเขาขายผู้สมัคร สส.กันอย่างไร (จบ)

เขาซื้อเขาขายผู้สมัคร สส.กันอย่างไร (จบ)

25 มิถุนายน 2560

การซื้อขายผู้สมัคร สส.เริ่มในปี 2518 มี 2 สาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้มีการซื้อขายผู้สมัคร สส.ในการเลือกตั้งของปีดังกล่าว

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

การซื้อขายผู้สมัคร สส.เริ่มในปี 2518 มี 2 สาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้มีการซื้อขายผู้สมัคร สส.ในการเลือกตั้งของปีดังกล่าว สาเหตุแรกก็คือ “ความอยากลงเลือกตั้ง” ของอดีต สส.และผู้สมัครที่เคยลงเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2512 และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ “ความอยากได้อำนาจ” ของชนชั้นนำที่ต้องอาศัยจำนวน สส.เพื่อการจัดตั้งรัฐบาล

สาเหตุข้อแรกได้อธิบายมาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ดังที่ได้อุปมาอุปไมยในเรื่อง “เสียงปี่เสียงกลอง” ซึ่งอยู่ในเลือดเนื้อของคนที่ชอบการเมือง ส่วนหนึ่งก็คือคนที่มีอุดมการณ์ อยากทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นคนส่วนมากก็คือไม่มีอุดมการณ์อะไรชัดเจน แต่อยากได้ดิบได้ดี มีหน้ามีตา เวลาหาเสียงก็ได้ปรากฏตัวตามที่ต่างๆ ให้ชาวบ้านเห็น และหากฟลุกได้เข้าไปเป็น สส.ก็จะมี “ลาภลอย” อีกอเนกอนันต์ โชคดี อาจจะได้ตำแหน่งทางการเมือง มีเงินมีทอง ร่ำรวยและมีชื่อมีเสียง ฯลฯ

ส่วนสาเหตุข้อหลังที่เป็นเพราะความอยากได้อำนาจของชนชั้นนำ อันนำมาซึ่งความวุ่นวายในระบบการเมืองของประเทศไทยในยุคต่อมาสืบเนื่องมาถึงในทุกวันนี้ ก็มีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่น่าสนใจ

ประการแรก เกิดจากการเติบโตของผู้มีอิทธิพลนอกภาครัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือทหาร อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา และด้วยระบอบเผด็จการที่ครอบงำระบบการเมืองไทยในยุคนั้น ได้ก่อให้เกิด “ลัทธินายทุนขุนศึก” คือความร่วมมือกันของข้าราชการกับพ่อค้านักธุรกิจ รวมถึงผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่เป็นบริวารและเครือข่ายของนายทุนขุนศึกเหล่านั้น พวกนี้มีอิทธิพลทั้งกำลังเงินและกำลังคน จึงเอื้อต่อการที่จะเข้ามาแสวงหาอำนาจทางการเมือง เพราะทันทีที่ระบบการเมืองเปิดกว้างภายหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 คนพวกนี้ก็มารวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองขึ้นหลายพรรค ส่วนใหญ่เป็นพรรคที่กระจายไปในภูมิภาคและมีแกนนำเป็นผู้มีอิทธิพลในแต่ละภูมิภาคนั้น รวมถึงบางพรรคที่ไม่ได้เป็นพรรคจากภูมิภาค แต่ก็เป็นพรรคของกลุ่มทุนหรือชนชั้นนำในสังคมไทยอย่างชัดเจน ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองจำนวนมากจึงมีการซื้อขายแย่งชิงผู้สมัครร สส.ขึ้นมากดังกล่าว

ประการต่อมา ทหารแม้จะถูกกีดกันออกไปนอกวงอำนาจทางการเมืองหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 แต่ก็ได้แอบไปซ่องสุมสรรพกำลังอยู่เงียบๆ ด้วยการให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่บางพรรค ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนพรรคเดียวแต่เป็นจำนวนหลายพรรค เพราะปรากฏว่าภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 12 ม.ค. 2518 นั้น พรรคการเมืองเหล่านี้ได้รวมตัวกันแอนตี้พรรคประชาธิปัตย์ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ด้วยจำนวนเสียงที่พยายามรวมกับพรรคเกษตรสังคมแล้วได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งมาเพียงเล็กน้อย ที่สุดก็ถูกคว่ำไปในการแถลงนโยบาย แล้วพรรคเหล่านี้ก็หันมาสนับสนุน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มี สส.เพียง 18 คน ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้ดำเนินการนโยบายหลายอย่างที่ไม่ถูกใจทหาร เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร และการที่รัฐบาลชุดนี้หันไปคบกับจีน จึงนำมาสู่การยุแหย่พรรคร่วมรัฐบาลให้ก่อกวนรัฐบาลตนเอง โดยปรากฏเป็นหลักฐานว่ามีผู้นำทหารระดับสูงสุดบางคนเป็น “หัวแรง” สำคัญที่ทำการก่อกวนในเรื่องนี้ จนกระทั่งรัฐบาลอยู่ไม่ได้ต้องยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน เม.ย. 2519 อันแสดงถึงระบบการเมืองที่ไม่มีใครยอมใคร ไม่เคารพกฎกติกา มุ่งหวังแต่เพียงแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและพรรคพวก ที่สุดคือหายนะของประเทศชาติส่วนรวม

ประการสุดท้าย การเลือกตั้งของไทยในยุคนั้นต้องใช้เงินมาก แม้ว่าในยุคก่อนๆ ในช่วงปี 2489-2495 ที่มีการเลือกตั้งอยู่ 2-3 ครั้ง ก็เริ่มมีการให้อามิสสินจ้างบางอย่างแล้ว อย่างเช่น ปลาทูและรองเท้าแตะ ดังที่เป็นตำนานอัปลักษณ์ของการเมืองไทยมาตั้งแต่นั้น แต่ภายหลังในการเลือกตั้ง สส. ปี 2512 หลังจากที่อัดอั้นอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการมานาน การแข่งขันจึงมีความเข้มข้นมาก กระทั่งการเคาะประตูบ้านแบบเดิมๆ ไม่ได้ผล จำต้องมี “ของฝาก ของเยี่ยม” ติดมือ รวมทั้งเริ่มมีการแจกเงินไปตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ แต่ก็ยังเป็นจำนวนเงินไม่มาก เฉลี่ย 20-30 บาท/หัว ดังนั้นจึงเป็นเหมือนโรคติดต่อมาถึงการเลือกตั้งในปี 2518 ที่มีการเพิ่มจำนวนเงินเป็น 50-100 บาท จากนั้นการซื้อเสียงก็ใช้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่าในช่วงการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ค่าซื้อเสียงเป็นรายหัวมีตั้งแต่ 200-300 บาท จนถึง 2,000-3,000 บาท ด้วยเหตุนี้ค่าตัวผู้สมัคร สส.ก็จะสูงขึ้น เพราะต้องใช้เงินซื้อเสียงมากขึ้นนั่นเอง

การซื้อตัวผู้สมัคร สส.ในสมัยก่อนค่อนข้างโจ๋งครึ่ม ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีกฎหมายที่จะเอาโทษอย่างจริงจัง แต่กระนั้นแม้ในปี 2544 จะมีกฎหมายเลือกตั้งที่เข้มงวด แต่ก็ทำอะไรกับนักเลือกตั้งเหล่านี้ไม่ได้ ปัจจุบันนี้การซื้อขายผู้สมัครถือเป็นธุรกิจใต้ดินที่ยังคงกระทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีแม้กระทั่งการซื้อไม่ให้ลงสมัคร เพียงเพราะอยากส่งคนอื่น เช่น ลูกหลานของตนลงสมัคร หรือจ้างลงสมัครโดยไม่หวังผลแพ้ชนะ เพียงแค่ส่งลงไปตัดคะแนนคู่แข่งก็มี ทั้งหมดทุกรูปแบบนี้มีค่าตัวกันนับเป็นหลักสิบล้านขึ้นไป ยิ่งการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงทุกคะแนน ในระบบแบ่งสันปันส่วนผสม ผลการเลือกตั้งจึงขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกหรือฐานคะแนนที่มีอยู่

ดังนี้ การเลือกตั้งก็คือธุรกิจขายตรงนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท