
วิจัยและพัฒนา
....อรุณ จิรชวาลา
ขอพูดเรื่องที่เกี่ยวกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่ออีกวันนะครับ โดยวันนี้จะขอพูดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดจุดหนึ่งของเรา ไอเอ็มดีจัดอันดับเรื่องนี้ของเราเกือบรั้งท้าย คืออยู่ที่ 53 จากทั้งหมด 58 ประเทศ
อุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ ใหญ่กว่าภาคเกษตรหลายเท่า ทั่วประเทศมีโรงงานทั้งในและนอกนิคมนับหมื่นนับแสนโรง จ้างงานหลายล้านคน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีเทคโนโลยีของตนเอง ทุกอย่างซื้อหมด ยิ่งโรงงานชั้นนำยิ่งเป็นตัวอย่างไม่ดี เครื่องเสียก็มักจะซ่อมเองไม่เป็น ต้องทำสัญญาจ้างช่างต่างชาติมาซ่อมให้
ที่เราพอจะมีเทคโนโลยีอยู่บ้างคือเรื่องอาหาร แต่กระนั้นเมื่อไปเปรียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสวิตเซอร์แลนด์ มูลค่าเพิ่มที่เราได้จากเทคโนโลยีด้านอาหารยังน้อยมาก
หลายคนคงนึกถึงญี่ปุ่นเมื่อ 50 ปีก่อน และไต้หวันกับเกาหลีในสมัยต่อมา ที่เริ่มต้นด้วยการลอกเลียนสินค้าของฝรั่ง จากนั้นก็พัฒนาสินค้าของตนเอง เครื่องจักรซื้อฝรั่งมา ก็จับถอดเป็นชิ้นๆ และเมื่อเสียก็หัดซ่อมเอง จนในที่สุดก็ผลิตใช้เองได้ ตลอดจนผลิตออกขายแข่งกับฝรั่งที่เป็นต้นแบบ
มหาวิทยาลัยของเราแทบจะไม่มีผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ อาจารย์ของเราทำวิจัยไม่ค่อยเป็น เป็นแต่กวดวิชา ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรมหรือในธุรกิจ สอนจากตำรา ซึ่งบ่อยครั้งไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของเศรษฐกิจไทย หรือปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของวิทยาการ
ในการสัมมนาเรื่องยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย มีการจัดระดมสมองกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม ผมไปร่วมในกลุ่มที่เน้นเรื่องวิจัยและพัฒนา
ก่อนอื่นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาของไทย ดังนี้
ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาในแต่ละปีของเราอยู่ที่ 0.24% ของจีดีพี ไม่ถึงครึ่งของมาเลเซียที่อยู่ที่ 0.64% และเพียง 1 ใน 10 ของสิงคโปร์ที่ 2.31% หรือ 1 ใน 15 ของญี่ปุ่นที่ 3.32%
จำนวนนักวิจัยของเราก็มีน้อย แค่ 6 คนต่อประชากรหมื่นคน ในขณะที่ทั้งสิงคโปร์และญี่ปุ่นมีกว่า 70 คนต่อประชากรหมื่นคน นอกจากนี้ การวิจัยส่วนใหญ่ของเรายังเป็นด้านสังคม แทนที่จะเป็นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่ร้ายกว่านั้นคือ ภาคเอกชนของเราทำการวิจัยน้อยมาก เพียง 43% ของรายจ่ายในการวิจัยทั้งหมด ที่เหลือเป็นการวิจัยในภาครัฐ ซึ่งก็แทบจะไม่มีส่วนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ
ที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 3 ปี จะต้องเพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเป็น 1% ของจีดีพี เพิ่มจำนวนนักวิจัยจาก 6 เป็น 10 คนต่อประชากรหมื่นคน และเพิ่มส่วนแบ่งภาคเอกชนเป็น 50%
บอกตรงๆ เป้าหมายประเภทนี้พูดได้ เพ้อฝันได้ แต่ทำยาก หรือถึงทำได้ก็เป็นแค่ตัวเลขบนแผ่นกระดาษ มีผลน้อยในทางปฏิบัติ เช่น บังคับให้อาจารย์มหาวิทยาลัยทุกคนทำวิจัย ซึ่งจะทำให้ตัวเลขต่างๆ สูงขึ้น แต่ผลงานส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นความต้องการที่แท้จริงของตลาด และคนทำก็ทำแบบซังกะตาย หรือแบบไฟไหม้ฟาง
การจะของบวิจัยและพัฒนาเพิ่มหลายเท่าตัวก็เช่นกัน คนที่เคยร่วมกระบวนการจัดสรรงบประมาณในภาครัฐจะรู้ดีว่ายากแค่ไหน เพราะแต่ละหน่วยงานต่างก็อ้างความสำคัญของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น ใครที่ของบข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นจะถูกต่อต้าน และในที่สุดก็มักจะจบลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับของเดิม
ที่ประชุมมีการพูดกันมากเรื่องการสร้างกระแส ตลอดจนการอบรมประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา มีการเสนอให้ตัวนายกรัฐมนตรีเป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อน
ฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องที่ขึ้นมาถึงก็หลากหลายและมักจะสำคัญและคอขาดบาดตายด้วยกันทั้งนั้น ถ้าต้องเป็นประธานให้ทุกเรื่อง ต่อไปคงต้องหาแบบทศกัณฐ์มาเป็นผู้นำประเทศ คือมี 10 หน้า 20 มือ จะได้รับภาระไหว
ก็เป็นธรรมดาของการระดมสมองที่จะต้องมีความคิดหลากหลาย เพราะฉะนั้น ข้อเสนอที่จะไปถึงมือรัฐบาลก็คงจะมีหลายข้อ แต่ที่ผมอยากเสนอให้พิจารณาในวันนี้มีเพียงข้อเดียว คือการขจัดอุปสรรคที่ทำให้แรงจูงใจของภาครัฐไม่ได้ผล
ที่ผ่านมารัฐบาลมีแรงจูงใจให้ค่อนข้างมากอยู่แล้ว คือให้นำรายจ่ายจากการวิจัยและพัฒนามาหักภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งมาตรการนี้ใช้ในประเทศอื่นๆ หลายประเทศได้ผล แต่พอเอามาใช้ในบ้านเรากลับล้มเหลว
ขอเรียนให้ทราบว่า ปัญหาอยู่ที่วิธีปฏิบัติของสรรพากร กล่าวคือ บริษัทที่ทำวิจัยจะต้องจ่ายภาษีเต็มไปก่อน แล้วค่อยไปทำเรื่องขอคืนในภายหลัง ซึ่งกว่าจะตรวจสอบเสร็จและคืนให้ บางทีก็ใช้เวลาถึง 23 ปี
ที่ร้ายกว่านั้นคือ ในระหว่างตรวจสอบ ถ้าพบรายการเสียภาษีอื่นที่ไม่ถูกต้อง แทนที่จะได้ภาษีคืน กลับอาจต้องเสียเพิ่มก็ได้
ลองนึกดูว่า จะมีสักกี่บริษัทที่อยากถูกตรวจสอบเรื่องภาษี ด้วยเหตุนี้นอกจากกลุ่มใหญ่ๆ อย่าง ปตท. และปูนซิเมนต์ไทย ที่เหลือไม่ใคร่มีใครกล้าหาญพอที่จะคิดไปขอคืน บางรายเปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนพยายามไปดึงอ้อยออกจากปากช้าง ดีไม่ดีอาจถูกช้างกระทืบเอาได้
ผมอยากแนะนำวิธีง่ายๆ ที่เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือการอนุญาตให้นำค่าจ้างมหาวิทยาลัยในการทำวิจัยมาหักเป็นค่าใช้จ่าย 2 เท่าได้เลย โดยไม่ต้องตรวจสอบใดๆ อีก (ถ้าจะตรวจให้ไปตรวจมหาวิทยาลัย) ซึ่งจะเกิดผลดี ดังนี้
หนึ่ง บริษัททั้งใหญ่เล็กจะหันมาใช้ประโยชน์จากการวิจัยมากขึ้น แม้จะไม่ทำเอง แต่ก็ดีเสียอีกที่ความเชี่ยวชาญและฐานข้อมูลจะไปรวมศูนย์ที่มหาวิทยาลัย
สอง มหาวิทยาลัยจะแข่งกันพัฒนาความสามารถในการวิจัย เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินและส่วนแบ่งเค้กที่นับวันจะก้อนโตขึ้น







