
คุมตั้งแต่ต้นตอ
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2553 ที่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม พ.ศ. ... ช่วยให้ประชาชนที่เดือดร้อนขัดสนเรื่องเงินทองมีความหวังมากขึ้น
เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินมีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลให้กับลูกค้าอย่างหนักหน่วง แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ผันผวนรุมเร้า ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งชำระหนี้ไม่ตรงกำหนด ต้องถูกตามทวงหนี้ทุกรูปแบบ
โดยสถาบันการเงินได้ถ่ายโอนงานตามทวงหนี้ที่ผิดนัดชำระให้กับบริษัทเอกชนหรือสำนักงานติดตามหนี้สิน ซึ่งมีแรงจูงใจในการทวงหนี้จากค่าคอมมิชชันที่จะได้รับหากตามมูลหนี้ดังกล่าวได้ครบ
สถาบันการเงินบางแห่งมีการตัดขายบัญชีลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระแบบยกล็อตใหญ่ให้กับบริษัททวงหนี้ในราคาถูกหรือมีส่วนลด แทนที่จะแบกภาระการติดตามทวงหนี้เอาไว้เองเต็มจำนวน
ปัญหาที่ตามมาคือบริษัทติดตามหนี้จะใช้ยุทธวิธีการทวงคืนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าถูกหรือผิด เพื่อให้ได้เงินคืน โดยไม่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ลูกหนี้ต้องอยู่รอดในสังคมไทย
ถือเป็นการซ้ำเติมลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือมีปัญหาชีวิตส่วนตัวอยู่แล้ว ต้องถูกประจานทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ทำให้ลูกหนี้ยิ่งเครียดและกดดัน
ส่งผลต่อสภาพจิตใจและความวิตกกังวลของบุคคลในครอบครัว จนได้รับความเดือดร้อนอับอายไปตามๆ กัน
โดยตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ จะกำหนดระยะเวลาในการโทรศัพท์ทวงหนี้ การใช้วาจาและถ้อยคำที่สุภาพ ไม่ใช้ความรุนแรง และห้ามติดตามทวงหนี้กับบุคคลอื่นนอกจากการขอที่อยู่ของลูกหนี้เท่านั้น
ขณะที่กระทรวงการคลัง จะทำหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนบริษัทติดตามทวงหนี้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 200 แห่ง พร้อมตั้งคณะกรรมการควบคุมพฤติกรรม โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน น่าจะเป็นวิธีการที่กำราบบริษัททวงหนี้นอกแถวได้อยู่หมัด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงการคลังไม่ควรละเลยก็คือ แก้ที่ต้นตอของการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม คือสถาบันการเงินผู้ว่าจ้างหรือขายบัญชีลูกหนี้ให้กับบริษัทติดตามทวงหนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ กรณีที่เกิดการร้องเรียนหรือความไม่พอใจของลูกหนี้
สถาบันการเงินจึงควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อพฤติกรรมที่ก่อความเสียหายของบริษัทติดตามทวงหนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่จะโยนความผิดทั้งหมดให้แก่บริษัททวงหนี้ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่อย่างเดียว
จำเป็นต้องมีการเตือนสติสถาบันการเงินด้วยว่า ในการคัดเลือกบริษัทติดตามหนี้ต้องใช้วิจารณญาณกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ว่าบริษัทติดตามหนี้ดังกล่าวไม่มีประวัติด่างพร้อย หรือถูกร้องเรียนจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งจะช่วยให้องค์ประกอบของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์มากยิ่งขึ้น







