
ยอดกัลยาณมิตรในหลวงในวัยเยาว์
ช่วงปลายเดือน พ.ค. ได้ร่วมกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร “ตามรอยเสด็จฯ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์” กับธนาคารออมสิน
โดย...เชาวลิต บุณยภูษิต เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
ช่วงปลายเดือน พ.ค. ได้ร่วมกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร “ตามรอยเสด็จฯ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์” กับธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องหลังจากธนาคารได้จัดทำสารคดีชุดพิเศษ “ตามรอยเสด็จฯ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์” นำเสนอเรื่องราวยุวกษัตริย์พระองค์น้อยที่ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน ณสวิตเซอร์แลนด์ ออกเผยแพร่
การตามรอยเสด็จฯ ครั้งนี้มีโอกาสได้ชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับราชสกุลมหิดล เช่น มหาวิทยาลัยโลซาน (ปัจจุบันเป็นหอสมุดและพิพิธภัณฑ์) อพาร์ตเมนต์เลขที่ 16 ที่ถนนทิสโซต์ ศาลาไทยในสวนสาธารณะเดอน็องตู โรงเรียนเอกอล นูแวล เดอ ลา สวิส โรมองด์ เปียโนหลังแรกที่รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ทรงใช้เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น ฯลฯ
กล่าวเฉพาะที่โรงเรียนเอกอล นูแวล ได้ฟังคุณลีซองดร์ เซ เซไรดารีส บุตรชายของคุณเกลย์อง เซ เซไรดารีส ครูส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งยังทรงศึกษาอยู่ในเมืองโลซาน บรรยายพร้อมภาพประกอบให้เห็นภาพพระราชภารกิจต่างๆ เมื่อครั้งยังทรงประทับ ณ โลซาน และบทบาทการเป็นครูส่วนพระองค์ของบิดาตนเอง ภาพบางภาพเป็นภาพประวัติศาสตร์ซึ่งไม่ได้ปรากฏทั่วไปในที่อื่น
เนื้อหาที่นั่งฟังคุณลีซองดร์บรรยายและกลับมาอ่านหนังสือ (พร้อมลายเซ็นจากผู้เขียน) ที่ซื้อมาจนจบ เลยได้เกิดความเข้าใจและประจักษ์แก่ใจว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีกัลยาณมิตรตั้งแต่วัยเยาว์ เนื่องจากตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ทำหน้าที่เป็นครูส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ด้านการศึกษา คุณเกลย์องเป็นดอกเตอร์ด้านกฎหมาย รู้ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน มีความรอบรู้ด้านต่างๆ งานช่างไม้ รถยนต์ เล่นกีฬาเทนนิส ปิงปอง ฟุตบอล สกี ฯลฯ คอยถวายความรู้คำแนะนำด้านต่างๆ และรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในสวิตเซอร์แลนด์ดินแดนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี ภูมิประเทศสวยงาม จนเสด็จนิวัตมาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม
เนื้อหาและภาพคุณลีซองดร์เขียนไว้ในหนังสือเป็นภาษาฝรั่งเศส และมีการแปลมาเป็นภาษาไทยชื่อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.9 และเจ้านายไทยในโลซานน์ บันทึกความทรงจำของครูส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ 9” และแปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อ “King Bhumibol and the Thai Royal Family in Lausanne : Recollection of HM King Rama IX’s Tutor”
คุณลีซองดร์ กล่าวว่า บิดาเขาไม่ได้ต้องการให้นำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ส่วนนี้ออกมาเผยแพร่ ด้วยตระหนักถึงภาระหน้าที่และความจงรักภักดีที่มีต่อพระบรมราชวงศ์ แต่หลังจากที่บิดาเสียชีวิตไป 15 ปี เขาได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้เขาเรียบเรียงขึ้น และตรัสว่าถ้าเรื่องใดที่คุณลีซองดร์ไม่รู้ก็ให้ทูลถามพระองค์ได้ เขาจึงได้เขียนและจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
เมื่อได้ฟังที่ผู้เขียนบรรยายและอ่านหนังสือจบ สิ่งที่ผมนึกถึงคือพุทธพจน์บทนี้ ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อ้างอิงในหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย” บทที่ 12 บุพภาคของการศึกษา
“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือให้อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความมีกัลยาณมิตรเลย เมื่อบุคคลมีกัลยาณมิตร กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า กัลยาณมิตรมิได&O3243;หมายถึงเพื่อนที่ดีอย่างในความหมายสามัญเท่านั้น แต่หมายถึงบุคคลผู้เพียบพร&O3243;อมด้วยคุณสมบัติที่จะสั่งสอน แนะนำ ชี้แจง ชักจูง ช่วยบอกช&O3242;องทาง หรือเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นดำเนินไปในมรรคาแห่งการฝึกฝนอบรมอย่างถูกต้อง เช่น พระพุทธเจ&O3243;า พระอรหันตสาวก ครูอาจารย์ และท่านผู้เป็นพหูสูตทรงปัญญา สามารถสั่งสอนแนะนำ เป็นที่ปรึกษาได&O3243;
“ในกระบวนการพัฒนาปัญญา ความมีกัลยาณมิตรนี้จัดว่าเป็นระดับความเจริญปัญญาในขั้นศรัทธา ส่วนในระบบการศึกษาอบรม ความมีกัลยาณมิตรควรมีความหมายครอบคลุมทั้งตัวบุคคลผู้อบรมสั่งสอน เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นต้น ทั้งคุณสมบัติของผู้สอน ทั้งหลักการวิธีการ อุปกรณ์อุบายต่างๆ ในการสอน และการจัดดำเนินการต่างๆ ทุกอย่าง ที่ผู้มีหน้าที่ให้การศึกษาจะพึงจัดทำ เพื่อให้การศึกษาอบรมได&O3243;ผลดี ตลอดจนหนังสือ สื่อมวลชน บุคคลตัวอย่าง เช่น มหาบุรุษ หรือผู้ประสบความสำเร็จโดยธรรม และสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั้งหลายที่ดีงาม เป็นประโยชน&O3246;เท่าที่จะเป็นองค์ประกอบภายนอกในกระบวนการพัฒนาปัญญานั้นได&O3243;”
หลังได้ตามรอยเสด็จฯ และได้สัมผัสกับบุตรชายของครูส่วนพระองค์แล้ว ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยข้อคิดของคุณกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น ที่กล่าวว่า ระยะนี้มีคนไทยสนใจเป็นพิเศษไปท่องเที่ยวตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สวิตเซอร์แลนด์ อยากให้คนที่ไปท่องเที่ยวตั้งคำถามสักนิด เพื่อจะได้ข้อคิดกลับไปใช้ประโยชน์ที่ประเทศไทย
พระปรีชาสามารถด้านต่างๆ ของในหลวงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ทรงศึกษาและทรงเจริญวัยที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลา 15-16 ปี มีการบ่มเพาะวิถีชีวิต แนวคิดของคนที่นี่ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์ การทำงานด้วยพระองค์เอง ความวิริยอุตสาหะ สิ่งเหล่านี้น่าจะสำคัญกว่าการไปดูเพียงสถานที่ วัตถุแต่เพียงอย่างเดียว เราควรตั้งคำถามในแง่นี้บ้าง
“มาดูแล้ว ตั้งคำถามแล้ว กลับไปเมืองไทยได้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของเราเอง”
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณธนาคารออมสินที่จัดกิจกรรม “ตามรอยเสด็จฯประเทศสวิตเซอร์แลนด์”







