
จากทูตพาณิชย์สู่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
การทำงานประจำที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์จากการส่งเสริมการทำการตลาดไปเป็นงานด้านเจรจา
การทำงานประจำที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์จากการส่งเสริมการทำการตลาดไปเป็นงานด้านเจรจา ต้องดูกฎกติกาภายใต้องค์การการค้าโลก และอยู่ประจำที่นั่น 5 ปี โดยรับผิดชอบงานเจรจาด้านเปิดเสรีบริการ หลังจากกลับไทย ก็ประจำอยู่ที่กรมส่งเสริมการส่งออกอีกครั้ง แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบทำอะไรแปลกๆ ฉีกแนว ทำให้ผู้ใหญ่ผลักดันให้ทำงานด้านบริการอีกครั้ง แต่เป็นการส่งเสริมธุรกิจบริการ ซึ่งเอื้อประโยชน์การทำงานในอนาคตอย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่เปิดตลาดสินค้าบริการสำเร็จ ก็ต้องมาดูว่าธุรกิจบริการไทยมีอะไรบ้าง ตอนนั้นทำหลายตัว รวมถึงโรงพยาบาลและมีดิจิทัลเข้ามาใหม่ๆ และธุรกิจที่มาลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ เช่น ธุรกิจแฟรนไชส์ ก่อสร้าง เป็นต้น
เส้นทางการทำงานของบรรจงจิตต์ ยังได้ไปประจำเป็นทูตพาณิชย์ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้รับผิดชอบการหาพันธมิตรที่เป็นผู้นำเข้าสินค้า เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทย หลังจากประจำอยู่ที่อังกฤษ 3 ปี ก็กลับมาทำงานที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเจรจาธุรกิจบริการ
กรมการค้าต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งกรมที่บรรจงจิตต์ได้รับมอบหมายให้มาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดี ซึ่งได้ทำงานเกือบทุกเรื่องที่กรมการค้าต่างประเทศรับผิดชอบ ทั้งการค้าชายแดนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี/ซีวีดี) เซฟการ์ดรวมถึงการเข้ามาช่วยเรื่องระบายข้าวและมันสำปะหลังสต๊อกรัฐบาล และจัดงานไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น
“คนไม่เคยทำสินค้าคอมโมดิตี้ ไม่เคยขาย แต่คิดว่าระบบการระบายข้าวปัจจุบันได้นำเอาคอมพิวเตอร์มาประมวลผล เอาคนหลากหลายเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้การระบายข้าวไม่ใช่สิ่งที่น่าสงสัยต่อไป เพราะมีการเปิดกว้างบนจอชัดเจน ช่วงที่ทำระบายข้าวในปีแรกทำได้ เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย เพราะตลอดระยะเวลาที่รับราชการทำแต่ด้านต่างประเทศมาตลอด ไม่เคยมางานในประเทศเลย ไม่รู้ว่าข้าวมีกี่สายพันธุ์ ไม่รู้ปลูกยังไง ไม่รู้จักยุ้งฉาง กระทรวงพาณิชย์จึงมีมุมที่ต้องเรียนรู้ คือ สินค้าคอมโมดิตี้ ซึ่งอยู่กรมการค้าต่างประเทศ 3 ปี ก็ย้ายมาทำงานในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์” บรรจงจิตต์กล่าว
พร้อมเสริมว่า ปัจจุบันได้รับมอบหมายให้มาอยู่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นการฉีกแนวจากสิ่งที่ทำมาตลอดเช่นกัน เพราะงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นกึ่งการให้บริการผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก เน้นเรื่องปรับปรุงธุรกิจให้องค์ความรู้นวัตกรรม หาช่องทางการทำการตลาด เพราะการทำงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานรากเป็นอะไรที่ใหม่ต่อตัวเองมาก แต่ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างสูง
บรรจงจิตต์ ปิดท้ายว่า เรื่องความไม่สมดุลที่รัฐบาลมักบอกว่ามีช่องว่าง ทำให้ต้องหันมาทำเศรษฐกิจในประเทศและมาสร้างกำลังซื้อขึ้นมา ไม่ใช่จะพึ่งพาแต่ส่งออกอย่างเดียว ดังนั้นกรมนี้จะมีบทบาทมาก เพราะผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อให้เขาทำตามความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งเอสเอ็มอีก็มีหลากหลายเหมือนกาแฟมีราคาตั้งแต่ 15-150 บาท กลุ่มพวกนี้จะส่งเสริมอย่างไร เพราะนอกจากจะมีเอสเอ็มอีที่ช่วยตัวเองได้ ยังมีไมโครเอสเอ็มอีอีกเยอะมากที่รอการช่วยเหลือ







