posttoday
ป้องกันก่อนสมองเสื่อม

ป้องกันก่อนสมองเสื่อม

18 มิถุนายน 2560

สมองอาจเทียบได้กับ “ศูนย์บัญชาการ” ที่ควบคุมให้ทุกระบบดำเนินอย่างเป็นปกติสุข เมื่อมีอายุมากขึ้น สมองก็เสื่อมเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ

โดย...พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สมองอาจเทียบได้กับ “ศูนย์บัญชาการ” ที่ควบคุมให้ทุกระบบดำเนินอย่างเป็นปกติสุข เมื่อมีอายุมากขึ้น สมองก็เสื่อมเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ และความจริงที่น่าสะพรึงกลัวคืออาการสมองเสื่อมจะค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ

เริ่มจากบุคคลมีปัญหาเกี่ยวกับการรู้คิด (Cognition) นานหลายปีกว่าจะพัฒนาเป็นอาการสมองเสื่อม ดังนั้นการดูแลสุขภาพสมอง และการรู้ทันอาการจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสังคมยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีแนวโน้มอายุยืนขึ้น

สมองเสื่อม = อัลไซเมอร์?

สมองเสื่อมไม่ได้มีเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ ภาวะนี้อาจจะมีสาเหตุจากโรคอื่นได้ เช่น พาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ แต่อัลไซเมอร์คือสาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อม ลักษณะอาการสมองเสื่อมจากแต่ละสาเหตุจะไม่เหมือนกัน

สำหรับสมองเสื่อมจากอัลไซเมอร์ อาการหลักๆ ที่เด่นมากคือ “ลืม” ในที่นี้ไม่ใช่ขี้หลงขี้ลืมแบบที่เป็นนิสัย แต่หมายถึงการที่ผู้ป่วยซึ่งแต่ก่อนเคยดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เอง แล้วอยู่มาวันหนึ่งความสามารถในการเรียนรู้และจดจำ รวมถึงจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่งได้รับเข้ามาไว้ไม่ได้ สับสนกับข้อมูลที่เก็บจึงทำให้ “การจำ” ถดถอยลงไป

เช่น เริ่มจำไม่ได้ว่าเมื่อกี้ตนเองไปที่ไหนมา หรือเมื่อกี้พูดอะไรไป ถ้าอาการหนักก็อาจจะจำเหตุการณ์ในวันก่อนหน้าไม่ได้ จำคู่สมรสหรือคนในครอบครัวไม่ได้ กระทั่งอาจลืมว่าตัวเองเป็นใครในที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญประการหนึ่งคือ “อายุ” ยิ่งอายุมากยิ่งมีความเสี่ยงมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55-60 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบได้ในผู้ที่มีอายุน้อย เนื่องจากความผิดปกติเกี่ยวกับพันธุกรรม

สิ่งที่ควรระวังคือหลายท่านกังวลมากจนคิดว่าตนเองมีภาวะสมองเสื่อม ทั้งที่ไม่มีภาวะดังกล่าว คนที่กังวลส่วนหนึ่งคือคนที่สมองดี เข้าใจโรค และรู้ข้อมูลมาก ดังนั้นถ้าเกิดข้อสงสัยควรรับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำให้ทราบระดับอาการ และให้การรักษา เช่น กิจกรรมที่เหมาะสม พร้อมทั้งติดตามประเมินผล

การดูแลสมองด้วยวิธีง่ายๆ เริ่มจากต้องหาความเสี่ยงก่อน เช่น คนที่มีโรคหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองที่เกี่ยวกับความผิดปกติหลอดเลือด ก็ต้องดูแลหลอดเลือดให้ดี ซึ่งก็คือการดูแลหัวใจให้ดี อะไรที่ดีต่อหัวใจ ก็ดีต่อสมอง เช่น อาหารที่ดีต่อสุขภาพระบบหลอดเลือดหัวใจ อย่างไขมันจากปลาทะเลซึ่งดีต่อสมองด้วย การออกกำลังกายก็ดีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจและยิ่งดีต่อสมอง เพราะกระตุ้นการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งการออกกำลังกายยังเพิ่มการหลั่งสารที่บำรุงสมองอีกด้วย

ส่วนที่เกี่ยวกับอาการสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ยังมีอีก 2 อย่างคือ อารมณ์และการฝึกให้สมองทำงานอยู่ตลอด งานวิจัยพบว่า อารมณ์ที่ไม่ค่อยมีความสุข ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมอย่างน้อย 2 เท่า ในอีกแง่มุมหนึ่งมีงานวิจัยที่ติดตามอาการของญาติผู้ป่วยสมองเสื่อม พบว่าแม้จะมีโอกาสที่จะมีอาการของโรคสมองเสื่อมตามความเสี่ยงทางพันธุกรรม

แต่ในกลุ่มที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดเวลา มีความสามารถในการจัดการกับปัญหาชีวิตได้อย่างดี ไม่มีภาวะเครียด ใช้สมองในเรื่องที่ทำแล้วได้ประโยชน์พร้อมทั้งมีความสุข โดยเฉพาะความสุขจากการเป็นผู้ให้ เช่น การทำประโยชน์ให้ส่วมรวม หรือมีจิตสาธารณะ มองโลกในแง่บวก พบว่ามีอาการแสดงของโรคสมองเสื่อมลดลงคือเข้าสู่ระยะที่มีความเสื่อมจนดำรงชีวิตอย่างอิสระเองไม่ได้ช้าลงหลายปี

เรื่องการฝึกอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอไม่ใช่เรื่องที่เริ่มกันได้ง่ายตอนอายุมาก แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วัยกลางคน หรือยิ่งอายุน้อยยิ่งดี นอกจากนั้นควรใช้สมองอย่างสมดุล คือมีการใช้สมองด้านความคิด ตรึกตรอง ตัดสินใจ ใช้เหตุผล และด้านสุนทรียรมณ์ อิ่มเอมในศิลปะ ดนตรี ความสวยงามของสิ่งต่างๆ รวมถึงความสวยงามของจินตภาพต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่โหมใช้อย่างเหน็ดเหนื่อยแล้วเครียด หรือฝืนใจทำในเรื่องที่ไม่รู้สึกสนุก

การไม่ใช้สมองเลยเป็นเรื่องที่ไม่ดี ดังจะเห็นได้ว่าพอหลังเกษียณแล้ว ผู้สูงอายุหลายคนที่เลิกทำงานไปอย่างสิ้นเชิง มักจะเริ่มประสบปัญหาสมรรถภาพของสมองด้านต่างๆ เสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรักษาสุขภาพสมองโดยให้ทำงานเหมือนกับคนรักษาสุขภาพกายโดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งเพิ่มภูมิต้านทานด้านอารมณ์ อาจจะช่วยชะลอการเกิดอาการสมองเสื่อมได้

สิ่งสำคัญมากในการฝึกคือความพึงพอใจในกิจกรรมที่ใช้ หลายคนฝึกสมองโดยไปซื้อหนังสือมาทำโจทย์เลข แต่ถ้าไม่ชอบ หรือไม่มีความสุขในการทำ ก็จะไม่เกิดผลดี ฉะนั้นอารมณ์ที่เราได้ทำกิจกรรมนั้นๆ ต้องดี มีความสุขกับกิจกรรมที่ทำ แล้วถ้าสิ่งที่ทำเกิดประโยชน์ต่อสังคมก็ยิ่งดีใหญ่

งานวิจัยหลายๆ งานได้ยืนยันว่าผู้สูงอายุที่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความภาคภูมิใจในตนเอง ในสิ่งที่ทำมานั้น จะมีพลังบวกในทุกๆ อย่าง การทำกิจกรรมนั้น ถ้าทำเองที่บ้านมักจะไม่ค่อยสำเร็จ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเพื่อนในวัยเดียวกันทำก็จะประสบความสำเร็จอย่างง่ายดาย

อย่างที่ศูนย์ฝึกสมอง ตอนแรกผู้สูงอายุบางท่านอาจทำไม่ได้ แต่พอผ่านไปสัปดาห์หนึ่ง เพื่อนๆ ในกลุ่มช่วยกันให้กำลังใจ จนอยากทำและทำได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองในที่สุด

จริงๆ แล้ว ที่สำคัญก็คือ ณ วันนี้ วันที่อายุยังไม่มาก สมองยังมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ และสร้างพลังสำรอง ดังนั้นอยากให้ทุกคนลองดูว่าทุกวันนับแต่ตื่นมา เราให้พลังงานแก่สมอง ร่างกายและจิตใจอย่างไร ออกกำลังสมอง ออกกำลังร่างกายและพัฒนาจิตใจแล้วหรือยัง

สำคัญที่สุดคือจบวันด้วยความสุขทุกๆ วัน ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ก็จะได้กำไรแล้ว ไม่ว่าคุณจะมีพันธุกรรม อัลไซเมอร์หรือไม่ก็ไม่สำคัญ เพราะสมองคุณได้พัฒนาไปอีกระดับ ดังนั้นต่อให้คุณมีอัลไซเมอร์ตอนอายุมาก สมองคุณก็ยังมีพลังสำรองอย่างเต็มเปี่ยม

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท