
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (23)
ครั้นเมื่อพม่ารู้ว่าฝ่ายไทยรู้ตัวเตรียมพร้อมสรรพจะป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย ก็มิได้ยกมา กองทัพกรุงไปตั้งกักด่านจนเข้าฤดูฝน
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ครั้นเมื่อพม่ารู้ว่าฝ่ายไทยรู้ตัวเตรียมพร้อมสรรพจะป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย ก็มิได้ยกมา กองทัพกรุงไปตั้งกักด่านจนเข้าฤดูฝน จึงโปรดให้เลิกกลับ ในการนี้ได้มีเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นความสำคัญอยู่ด้วย ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้มีความว่า
“อนึ่ง ในเรื่องขัดตาทัพนี้ ความปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีลายพระหัตถ์ไปทูลกรมหมื่นศักดิพลเสพฉบับหนึ่ง ว่าด้วยความประพฤติของพวกกองทัพที่ออกไปตั้งอยู่หัวเมือง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ท่านได้ลงลายพระหัตถ์ไว้เต็มสำเนา ข้าพเจ้าเห็นว่ามีคติอยู่ ไม่ควรยกเสียจึงได้คัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้”
“สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงทราบความประพฤติของพวกกองทัพที่ตั้งอยู่เมืองเพชรบุรี จึงมีจดหมายบอกไปถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี พระยาเสนาภูเบศร์ ให้กราบทูลกรมหมื่นศักดิพลเสพ ใจความว่า มีหนังสือห้ามปรามเตือนสติออกมาว่าจะไม่เห็นด้วยจะว่าอิจฉาแกล้งใส่ความ ด้วยไม่มีตัวว่าเป็นแต่ค่าเล่าลือ บัดนี้ได้ความชัดรู้ด้วยกันมากแล้วว่ากักเรือราษฎรเก็บเรือจะลำเลียงข้าว เจ้าของเรือก็เป็นบ่าวนายทัพนายกอง ต่างมีอาญาสิทธิ์คุ้มครองเสีย เวียนแต่ลากไปลากมา เกือบจะวิวาทชกต่อยกันที่ใครโฉดเขลาเก็บได้ก็ส่งไปลำเลียง ที่มีสติปัญญาช่ำชองถึงใจก็รอดตัว โดยแต่เรือจะเข้าออกก็ต้องเสียเบิกล่องน้ำตาลหม้อหนึ่งจึงได้เข้ามา แล้วราษฎรมีข้าวอยู่เกวียนหนึ่งก็จัดซื้อเสียบั้นหนึ่ง น้ำตาลราษฎรซื้อขายกัน 6 หม้อเป็นเงินบาทเฟื้อง ก็จัดซื้อว่าเป็นหลวง 7 หม้อบาทจะปรึกษาราชการก็เป็นพวกๆ กัน ถ้อยความเก่าใหม่ก็เอามาว่าสับสน บรรดาสิ่งของในเมืองเพชรบุรีหาพอความคิดนายทัพนายกองจะเอาประโยชน์ไม่ เลยยึดเอาไปจนไม้ไผ่และเขาโคก็เป็นของต้องการไปเสียสิ้น ในข่าวลือดังว่านั้น ก็พลอยวิตกกลัวจะเสียรังวัดด้วย ด้วยเป็นผู้กราบทูลพระกรุณาให้ออกมาสำเร็จราชการ แล้วเห็นว่ามิใช่ผู้อื่น ตั้งพระทัยให้มีความดีไปภายหน้าจะได้ช่วยราชการแผ่นดินเบาแรง ครั้นความเป็นดังนี้ก็ทรงพระวิตกอยู่ ด้วยทางปากแพรกเมืองราชบุรี (คือกองทัพกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) มีแต่คนไพร่บ้านพลเมืองร้องสาธุการสรรเสริญ ไม่เหมือนทางเมืองเพชรบุรี มีแต่ต่างคิดต่างทำด้วยเหตุว่าหามีผู้เตือนสติไม่จึงเกิดความฟุ้งเฟื่องเข้าไม่ถึงกรุงเทพฯ ดังนี้ ไม่ควรที่จะทำให้เกิดความเคืองใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และอายแก่ชาวเมืองเพชรบุรีด้วยการข้างหน้ายังมีอยู่มากซึ่งว่ากล่าวมาถึงนี้ใช่จะเอาความผิดนายทัพนายกองก็หาไม่ ด้วยเห็นว่าเพิ่งแรกออกโรงใหม่ ได้พลั้งเกินไปคนละเล็กละน้อยแล้ว ให้พระเจ้าน้องยาเธอฯ หาตัวมาพร้อมกัน สะสางผ่อนปรนเสียโดยควรโดยชอบแก่ราชการ”
ดังข้อความตามที่ปรากฏมาทั้งนี้ ก็ย่อมจะชี้แจงแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งแล้วอย่างไม่มีความกังขาว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพียงไรในรัชกาลที่ 2 นั้น ซึ่งกล่าวกันว่า บุคคลผู้มีความสำคัญยิ่งในราชสำนักพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นั้นมีอยู่สามท่านด้วยกันคือ
1.กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์
2.สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี
3.พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประชวรเป็นพระยอดในพระศอ ตั้งแต่เดือน 3 ปีมะเส็ง มาถึงวันจันทร์ เดือน 7 ขึ้น 7 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับปี 2365 ก็สิ้นพระชนม์ สิริพระชันษา 53 ปี ในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเสียพระราชหฤทัยถึงกับไม่เสด็จออกรับแขกเมืองที่จะเข้าเฝ้าฯ ทูลลา พระศพได้ทรงพระโกศทองใหญ่ และการพระเมรุมีปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 2 ว่า
“ครั้นมาถึงเดือน 3 โปรดให้ทำพระเมรุที่ท้องสนามหลวง ครั้นพระเมรุเสร็จแล้วได้ชักพระศพสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีออกสู่พระเมรุ ทำการสมโภช 3 วัน 3 คืน ถวายไทยธรรมแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก ครั้น ณ เดือน 3ขึ้น 11 ค่ำ ปีมะเมียนั้นก็ได้พระราชทานเพลิง”
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี สิ้นพระชนม์ได้ 3 ปี ก็สิ้นรัชกาลที่ 2 พระองค์ได้ทรงสถาปนาวัดเกาะวัดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าวัดเกาะแก้วลังกาขาม เมื่อถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พระราชทานนามใหม่ว่า วัดสัมพันธวงศาวาส(วัดสัมพันธวงศาราม ในปัจจุบัน) สมเด็จพระเจ้าสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นต้นราชสกุล มนตรีกุล ณ อยุธยา







