posttoday
เขาซื้อเขาขายผู้สมัคร สส.กันอย่างไร?

เขาซื้อเขาขายผู้สมัคร สส.กันอย่างไร?

18 มิถุนายน 2560

เสียงปี่เสียงกลองการเลือกตั้งดังขึ้นแล้ว บรรยากาศทั่วไปอาจจะดูเงียบๆ แต่ในส่วนของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

เสียงปี่เสียงกลองการเลือกตั้งดังขึ้นแล้ว

บรรยากาศทั่วไปอาจจะดูเงียบๆ แต่ในส่วนของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ (ที่ปัจจุบันยังคงต้องเก็บตัวเงียบอยู่เพราะถูกห้ามด้วยกฎหมายของ คสช.) ช่างคึกคักและเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะลงเลือกตั้งในโอกาสที่กำลังจะมาถึง (แม้จะยังไม่ชัดเจนนัก) นี้

สำนวน “เสียงปี่เสียงกลอง” อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนสมัยใหม่ ที่ไม่ได้สนใจในกีฬามวยไทยและนาฏศิลป์ดนตรีไทย รวมทั้งคงไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมพอได้ยินเสียงปี่เสียงกลองจึงเกิดอาการ “คึกคัก” กระชุ่มกระชวย เนื้อเต้น และเลือดลมพลุ่งพล่านซู่ซ่าขึ้นมา ซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นแก่คนที่ชื่นชอบมวยไทย แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นเซียนมวยหรือคลั่งไคล้ใหลหลงจนขาดการติดตามเสียไม่ได้ แค่เปิดดูโทรทัศน์ชม “มวยจอแก้ว” เหล่านี้อยู่บ่อยๆ ก็สามารถเกิดอาการแบบเดียวกันนี้ได้ เพราะอิทธิฤทธิ์ของ “เสียงปี่เสียงกลอง” นั่นเอง

มวยไทยใช้เครื่องดนตรี 3 ชิ้นบรรเลงประกอบเวลาที่มีการชกกัน คือ ปี่ กลอง (กลองทัดหรือกลองแขก) และฉิ่ง เริ่มต้นใช้ในการไหว้ครูก่อนชก จากนั้นก็บรรเลงไปในการชกแต่ละยก ซึ่งมวยไทยจะชกกัน 5 ยก ในยกที่ 1-4 ดนตรีก็จะบรรเลงเพลงเชิดธรรมดาซึ่งก็เร่งเร้าพอสมควรเพราะเป็นเพลงที่ใช้ในการสู้รบโดยทั่วไป แต่พอยกที่ 5 ดนตรีจะเล่นเพลงเร็วและเร่งเร้ามากขึ้นชื่อว่าเพลง “สะละหม่า” หรือ “ออกสะละหม่า” เพื่อให้นักมวยเร่งมือกันให้ถึงที่สุด ส่วนคนดูก็จะกระทืบเท้าเป่าปากรู้สึกคึกคักจนอดใจไม่ได้ และเมื่อหมดยกสุดท้ายนี้เสียงปี่เสียงกลองสงบลง ทุกคนก็จะรู้สึกผ่อนคลายและเตรียมรับฟังผลการตัดสินของกรรมการ

ปัจจุบันนี้ถ้าเป็นมวยไทยแท้ๆ ก็ยังคงต้องมีดนตรี 3 ชิ้นนี้บรรเลงประกอบอยู่ แต่บางเวทีอาจจะใช้เปิดเสียงจากเครื่องคอมพ์หรือเครื่องเล่นเสียงดิจิทัลแทนก็ได้ แต่ถ้าเป็นพวกมวยไทยเทียมที่พยายามลอกเลียนแบบการแสดงการต่อสู้ที่มีมาจากต่างประเทศ โดยสถานีโทรทัศน์บางแห่งพยายามจัด “ไฟต์” การต่อสู้อยู่เป็นประจำ โดยเอานักมวยไทยชื่อดังมาชกกับนักชกต่างชาติ พวกนี้ก็จะไม่ใช้ปี่กลองและฉิ่งเป็นดนตรีประกอบ แต่หันไปเปิดเสียง “ซาวด์” ในรูปแบบต่างๆ ประกอบไฟแสงสีที่ดูวูบวาบวุ่นวาย นัยว่าจะให้ตื่นเต้นและเป็นนานาชาติ แต่ก็ทำให้การชกนั้นเสียรสชาติ และที่เสียหายร้ายแรง (ในความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียน) ก็คือ เสียบรรยากาศในการต่อสู้ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวและ “ซู่ซ่า” แบบที่เคยดูการชกมวยไทยแบบดั้งเดิมเลย

ย้อนมาดูการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ทันทีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระ 3 เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มีนักการเมืองออกมาพูดถึงการหาตัวคนที่จะมาสมัครเป็น สส.ในทันที คนหนึ่งเป็นอดีต สส.กาฬสินธุ์ พูดไว้อย่างน่าสนใจ (แม้ว่าตัวแกจะมีเรื่องที่ไม่น่าสนใจอยู่มาก) ว่า ผู้สมัคร สส.ในครั้งต่อไปนี้จะมี “ค่าตัว” สูงขึ้น โดยเฉพาะ “อดีต สส.” และ “อดีตผู้สมัคร” ที่มีคะแนนตุนอยู่พอสมควรในพื้นที่ต่างๆ

เพราะการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เรียกว่า “การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม” ที่ต้องกาเพียงใบเดียว เพื่อเลือก สส.แบบเขตเลือกตั้ง แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดให้ผู้สมัคร สส.ต้องสังกัดพรรค คะแนนที่เลือก สส.แบบเขตเลือกตั้งก็จะมีผลต่อคะแนนของพรรคที่จะเอาไปนับเพื่อให้ได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย กล่าวคือคะแนนทุกคะแนนที่กาในบัตรใบเดียวนั้น เมื่อนับออกมาว่าผู้สมัครคนใดได้คะแนนสูงสุด ผู้สมัครคนนั้นก็จะได้เป็น สส.ของเขตนั้นทันที ส่วนคะแนนของคนที่มาเลือกผู้สมัครคนอื่นในเขตเลือกตั้งนั้นก็ไม่ได้เสียไป แต่จะเอามานับรวมกันเป็นคะแนนรวมของแต่ละพรรคทั่วประเทศ แล้วเอาไปจัดสรรให้แก่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยต้องหักจำนวน สส.แบบเขตเลือกตั้งที่แต่ละพรรคได้ไปแล้วนั้นออกไปเสียก่อน ซึ่งจะมีจำนวน 350 คนทั่วประเทศ ส่วนแบบบัญชีรายชื่ออีก 150 คนนั้นจะจัดสรรให้แก่พรรคที่ได้ สส.เขตมาบ้างแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีสัดส่วนคะแนนเหลือพอที่จะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อก็จะถูกจัดสรรให้ได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มให้ รวมถึงพรรคที่อาจจะไม่ได้ สส.แบบเขตเลย แต่ถ้ายังมีคะแนนที่เอามาคำนวณนับรวมแล้วมากพอ ก็จะได้ที่นั่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อจัดสรรให้ด้วยตามสัดส่วน

ดังนั้น พรรคที่ได้ สส.ในแบบเขตไปมากแล้วก็จะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อน้อยลง หรืออาจจะไม่ได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อเลยก็ได้ เพราะได้ สส.แบบเขตเต็มตามสัดส่วนคะแนนที่พึงมี สส.ทั้งประเทศนั้นแล้ว ส่วนพรรคที่ได้ สส.แบบเขตมาน้อยก็อาจจะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น แม้แต่พรรคที่ไม่มี สส.แบบเขตก็สามารถที่จะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อมาบ้าง ถ้ามีคะแนนที่นับรวมจากผู้สมัครทั้งหมดของพรรคได้สัดส่วนพอ

อดีต สส.กาฬสินธุ์คนดังกล่าวยัง “แย้มไต๋” ให้เห็นว่า ค่าตัวผู้สมัคร สส.จะแปรผันตามจำนวนของคะแนนที่อดีตผู้สมัครเหล่านั้นได้รับในครั้งก่อน นั่นก็คือยิ่งได้คะแนนมากค่าตัวก็จะสูงมาก โดยที่ผู้สมัครหน้าใหม่ที่โนเนมหรืออดีตผู้สมัครที่ได้คะแนนน้อยๆ อาจจะไม่มีค่าตัวอะไรเลย ซึ่งฟังดูแล้วก็ให้หดหู่ในหัวใจ เพราะถ้าเป็นไปตามนี้ประเทศไทยก็จะไม่มี “สส.เลือดใหม่” เกิดขึ้นเลย คงจะได้ สส.แบบเดิมๆ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านกลัว แล้วตั้งเป็นคำถามเชิญชวนให้ผู้คนไปตอบมากๆ อยู่ในขณะนี้

เรื่องการซื้อขายผู้สมัคร สส.ยังมีต่อ ขอไปต่อสัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท