
ค้านใช้ม.44เอื้อจีน
วสท.หวั่นขาดถ่ายทอดเทคโนโลยีก่อปัญหาระยะยาว เผยรัฐเรียกถกวันจันทร์นี้
วสท.หวั่นขาดถ่ายทอดเทคโนโลยีก่อปัญหาระยะยาว เผยรัฐเรียกถกวันจันทร์นี้
โพสต์ทูเดย์ - รัฐบาลเรียก วสท.หารือรถไฟความเร็วสูง หลังค้านใช้มาตรา 44 เอื้อประโยชน์จีน ยันต้องขึ้นทะเบียนวิศวกรแดนมังกร
นายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมหารือร่วมกับ วสท. ในวันที่19 มิ.ย.นี้ หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 หรือกฎหมายพิเศษมาเร่งเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งเอื้อประโยชน์กับจีน ทั้งการใช้วิศวกรและวัสดุก่อสร้าง
“วสท.เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะเร่งพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะร่วมกับรัฐบาลจีนในการดำเนินงาน แต่โครงการดังกล่าวเป็นการใช้วิศวกรจากประเทศจีนทั้งหมด ไม่มีวิศวกรไทยในการร่วมดำเนินโครงการ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากวิศวกรจีนมาสู่วิศวกรไทย เนื่องจากโครงการดังกล่าวจะต้องมีการดูแลหลังจากที่มีการเปิดใช้งาน ที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในระยะยาว ไม่ใช่แค่ก่อสร้างเสร็จแล้วก็จบกันไป” นายธเนศ กล่าว
ขณะเดียวกันยังมีประเด็นเรื่องการขึ้นทะเบียนวิศวกรจีนกับสภาวิศวกรในไทย หลังจากใช้มาตรา 44 จึงไม่ต้องทำ ซึ่งจะเป็นการขัดกับแนวทางปฏิบัติ จะสร้างความเหลื่อมล้ำในการทำงานของวิศวกรต่างชาติ โดยเฉพาะวิศวกรในภูมิภาคอาเซียนที่ต้องผ่านการประเมินคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของการจดทะเบียนวิศวกรต่างด้าว
นายอมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวว่า สภาวิศวกรเป็นหน่วยงานของภาครัฐ เห็นด้วยกับโครงการรถไฟความเร็วสูง แต่จะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับวิศวกรจีนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย จากเดิมจะต้องใช้เวลา 5-6 เดือนในการทดสอบรวมถึงตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งทางสภาวิศวกรได้เสนอรูปแบบวันสต็อปเซอร์วิส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ระยะเวลาดำเนินการสั้นลงเหลือ 2-3 เดือน ส่วนการใช้แรงงานและวัสดุก่อสร้างนั้นจะใช้ในประเทศ
ด้าน นายชัชวาล วงศ์จร ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งตามมาตรา 44 เดินหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งมวลชน ซึ่งผลของการได้รถไฟความเร็วสูงจะทำให้ จ.นครราชสีมา กลายเป็นเมืองคู่แฝดของกรุงเทพมหานครในทันที และจะเป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด
ทั้งนี้ การเดินทางระหว่าง 2 เมืองจะมีความสะดวกรวดเร็ว ทำให้ประชาชนที่แออัดอยู่ในกรุงเทพมหานครจะออกมาอยู่ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพิ่มขึ้น นักธุรกิจ นักลงทุนก็ต้องมองมาที่ จ.นครราชสีมา โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะมาลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อไปในอนาคตอะไรที่กรุงเทพมหานครมี ที่ จ.นครราชสีมาก็จะมีเหมือนกัน ดังนั้นหน่วยงานในระดับจังหวัดต้องมาร่วมวางแผนเพื่อพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
ขณะที่ จ.นครราชสีมา มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อเส้นทางเศรษฐกิจได้หลายทาง ไม่ว่าจะเชื่อมต่อไปกรุงเทพมหานครไปสู่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประตูสู่ 20 จังหวัดภาคอีสาน และไปประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนามได้ด้วย
ดังนั้น เมื่อมีการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว มีระบบการขนส่งที่พร้อมสรรพ ก็จะกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลก ถ้าสามารถดึงนักลงทุนมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อทำให้เป็นฮับด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ ก็เชื่อว่าจะทำให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของไทยได้เป็นอย่างดี







