posttoday
จะอุดรูรั่ว หรือจะหาเรือใหม่

จะอุดรูรั่ว หรือจะหาเรือใหม่

11 มิถุนายน 2560

การสร้างบ้านเมืองก็ไม่ต่างกับการต่อเรือว่ากันว่าการต่อเรือมีหลักการอยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือการทำให้เรือลอยอยู่ได้อย่างสมดุลปลอดภัย

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

การสร้างบ้านเมืองก็ไม่ต่างกับการต่อเรือว่ากันว่าการต่อเรือมีหลักการอยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือการทำให้เรือลอยอยู่ได้อย่างสมดุลปลอดภัย และสองคือการทำให้เรือแล่นไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อย ซึ่งในหลักการข้อแรกก็จะขึ้นอยู่กับการวาง “กระดูกงู” และการขึ้นลำเรือ การใช้วัสดุ การคิดคำนวณเรื่องการรับน้ำหนักและความแข็งแรง และฝีมือในการประกอบวัสดุต่างๆ เหล่านั้นให้เป็นลำเรือ ส่วนในหลักการข้อหลังในสมัยก่อนก็จะขึ้นอยู่กับการติดตั้งใบเรือ หางเสือ และพังงา (พวงมาลัยบังคับหางเสือ) หรือเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ในสมัยปัจจุบัน

ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการ “ปฏิรูปประเทศ” เปรียบเหมือนว่ากำลังต่อเรือลำใหญ่ ซึ่งบัดนี้ก็วางกระดูกงูไปได้เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือรัฐธรรมนูญที่ได้ประกาศใช้แล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการประกอบลำเรือ ใส่อุปกรณ์ ส่วนประกอบ และเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ซึ่งก็เป็นกังวลว่าจะใช้การได้ดีหรือไม่ เนื่องจากแม้แต่โครงใหญ่ของเรือลำนี้คือรัฐธรรมนูญก็ดูจะ “ไม่ค่อยเรียบร้อยนัก” ที่อาจจะส่งผลให้อุปกรณ์ประกอบ อื่นๆ “รวน” หรือใช้การได้ “ไม่ค่อยดีนัก” ดังที่จะยกตัวอย่างหนึ่งของอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่น่าจะพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นในสัปดาห์นี้ เพื่อนำไปลงมติในวาระ 2 และ 3 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

พ.ร.ป.ฉบับนี้ตอนที่เป็นร่างของคณะกรรมการยกร่าง (กรธ.) ที่มีท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เขียนหลักการและเหตุผลที่ต้องมีกฎหมายฉบับนี้ไว้ว่า เป็นเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี ทั้งนี้จะต้องทำ (คือเขียนกฎหมาย) ให้การดำเนินการของพรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ ต้องให้สมาชิก (พรรค) มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งยังต้องเป็นพรรคที่สามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมือง รวมทั้งจะต้องมีมาตรการกำกับดูแลมิให้สมาชิกกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (ซึ่งเป็น พ.ร.ป.อีกฉบับหนึ่งที่กำลังจะเสนอเข้าสู่สภาในวาระ 2 และ 3 นี้แล้วเช่นกัน)

แปลความหมายง่ายๆ ว่า ในประการแรก พรรคการเมืองในยุคไทยแลนด์ 4.0 จะต้องเปลือยกายให้ตรวจร่างกายได้อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมเหมือนการเกณฑ์ทหาร (ก็ให้รู้ไว้เลยว่าใครเป็นคนมอบหมายให้ กรธ.ร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ออกมาอย่างนี้) พรรคการเมืองทั้งหลายจะต้องทำงานธุรการอย่างหนัก ไม่ว่าจะในเรื่องของทะเบียน สมาชิก งบดุล และแผนงานต่างๆ ของพรรค เพื่อให้ กกต.ได้แลเห็นการทำงานทุกกระบวนการและทุกกิจกรรมของแต่ละพรรคนั้นอย่างละเอียดชัดเจน (กลัวแต่ว่า กกต.จะไม่มีเวลาและกำลังคน รวมถึง “ความสามารถ” และ “ความกล้า” พอเพียงที่จะดูแลในเรื่องเหล่านี้)

ประการต่อมา ต่อไปนี้สมาชิกพรรคจะมีความสำคัญมากขึ้น ทุกพรรคจะต้องให้สมาชิกพรรคร่วมกำหนดนโยบาย แต่ที่เข้มงวดที่สุดก็คือในเรื่องของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็จะต้องให้สมาชิกพรรคร่วมพิจารณา ไม่ใช่มุบมิบทำกันในหมู่ผู้บริหารพรรค หรือเฉพาะ “ขาใหญ่” ในพรรค เพราะแต่ละพรรคจะต้องมีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นอย่างเป็นระบบ โดยจะมีตัวแทนจากสาขาพรรคทั้งในระดับภาค จังหวัด และแต่ละเขตเลือกตั้ง ที่มีที่มาจากการเลือกสรรของสมาชิกพรรคร่วมดำเนินการอย่างเปิดเผย

อีกประการหนึ่งที่เป็นสุดยอดหรือ “ไฮไลต์” ของ พ.ร.ป.นี้ ก็คือ ห้ามไม่ให้บุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามา “ครอบงำ” หรือ “ชี้นำ” การดำเนินการไม่ว่าในเรื่องใดๆ ของพรรค ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้แล้วแม้แต่คนปัญญาอ่อนก็พอมองออกว่า ต้องการกีดกัน “นักการเมืองคนดัง” ที่กำลังหนีคดีอยู่ ณ ต่างประเทศนั้นอย่างแน่นอน (ที่ต่อไปอาจจะมีคนเรียก พ.ร.ป.ฉบับนี้ว่า “พ.ร.ป.ฉบับกลัวผี” ก็เป็นได้)

ประการสุดท้าย พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะต้องมีมาตรการในการกำกับดูแลสมาชิกพรรค ไม่ให้ไปกระทำทุจริตในการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นหลักการเพื่อ “ปิดฝาโลง” พวกสัมภเวสีทางการเมืองนั่นเลยทีเดียว

หลักการทั้งหมดนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาแล้วในวาระที่ 1 ดังนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาเป็นรายมาตรา จึงไม่มีทางที่จะบิดพลิ้วพลิกแพลงแปลงสารให้เป็นอื่นไปได้ ดังที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ปรารภในการประชุมครั้งหนึ่งว่า “คณะกรรมาธิการของเราคงจะต้องมีหน้าที่ที่จะทำให้ พ.ร.ป.ฉบับนี้ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือช่วยกันกำหนดวิธีการและกระบวนการที่จะไปสู่เป้าหมายในหลักการทั้ง 4 เรื่องข้างต้น ทั้งนี้จะต้องเป็นวิธีการและกระบวนการที่พรรค การเมืองต่างๆ สามารถทำได้จริงๆ รวมถึงที่ผู้ดูแลกฎหมายนี้คือ กกต.จะต้องทำงานได้ตามนั้นด้วย” พร้อมกับสำทับตามแบบฉบับชายชาติทหารอีกด้วยว่า“ถ้าพวกเราไม่ทำอย่างนี้ตอนนี้ แล้วเมื่อไหร่ใครจะทำ”

ผู้เขียนค่อนข้างจะตื่นเต้นกับ พ.ร.ป.ฉบับนี้เป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะที่เป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการนี้ด้วยคนหนึ่ง กับทั้งในฐานะประชาชนคนไทยและผู้เลือกตั้งที่จะต้องตกเข้าไปอยู่ใน “วังวนแห่งความเข้มงวดกวดขัน” ตาม พ.ร.ป.ฉบับนี้ ซึ่งผู้เขียนยืนยันได้ว่า พ.ร.ป.ฉบับนี้ไม่ใช่แค่การ “อุดรอยรั่ว” เพียงเพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วของพรรคการเมืองทั้งหลายเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นการ “เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่” ให้แก่รัฐนาวาของประเทศไทย คือเปลี่ยนระบบพรรคและการทำงานของพรรคการเมืองไทยโดยสิ้นเชิงเปลี่ยนเครื่องยนต์ซะขนาดนี้ ถ้ายังแก้ปัญหาประเทศไทยไม่ได้ ก็คงไม่ต้อง “ต่อเรือ” ลำนี้อีก ซึ่งก็คือการปฏิรูปประเทศนั้นอีกต่อไป คงจะต้องไปหาเรือลำใหม่มาขับขี่ไปเลย ปฏิวัติกันอีกสักรอบไหมครับท่าน?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท